แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ (Light Novel) Rokka no yuusha Vol.2 Chapter 1 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ (Light Novel) Rokka no yuusha Vol.2 Chapter 1 แสดงบทความทั้งหมด

18 มกราคม 2559

(Light Novel) Rokka no yuusha Vol.2 Chapter 1 - Part 3 (แปลไทย)

Chapter 1 – Part 3
ในขณะนั้นเอง ณ ที่แห่งหนึ่ง
“รู้มั๊ยอะไรคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้”
“ถ้าคิดให้ดีๆล่ะก็ แกก็น่าจะรู้นะว่ามันก็คือ ความรัก นั่นเอง” ปีศาจตนหนึ่งพูดขึ้น
ปีศาจตนนั้นมีรูปร่างเหมือนมนุษย์แต่ตัวใหญ่กว่าเล็กน้อย มีเกล็ดสีเขียวทั่วร่างกาย และมีขนสีขาวบริเวณมือและขา  นอกจากนั้นมันยังมีปีก 3 ปีก ที่หลัง ซึ่งปีกที่อยู่ตรงกลางหลังนั้นคู่นอกเป็นสีขาว และ ตรงกลางเป็นสีดำ มีปากขนาดใหญ่บริเวณอก และมีหน้าตาคล้ายกิ้งก่า
ขณะนี้ปีศาจตนนั้นกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เล็กๆ
“ข้าไม่เข้าใจครับ”
“งั้นเรอะ”
ปีศาจตนนั้นถือหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ในมือ มันคือหนังสือรวมสคริปบทละครเวทีชื่อดังหลายเรื่อง และกำลังจะพลิกหน้าต่อไปพร้อมกับอ่านบทละครพร้อมแสดงท่าทางประกอบสียงดัง
“ด้วยความเคารพครับท่าน ท่านควรจะหยุดเล่นได้แล้ว ตอนนี้พวกหกบุบผากำลังใกล้เข้ามาแล้วนะครับ”
“ฮ่ะๆๆ จริงสินะ” มันวางหลังสือลงและหยิบลูกมะเขือลูกใหญ่มาจากจานบนโต๊ะ
“ก่อนหน้านี้จอมมารพ่ายแพ้ให้กับพลังความรักของเหล่าหกบุบผา”
มันกัดลูกมะเขือ และพูดต่อ
“เราพ่ายแพ้ให้กับพวกบุบผามา 2 ครั้ง ทุกครั้งมันใช้พลังความรักสู้กับพวกเรา แต่ครั้งนี้จะไม่เป็นแบบนั้น”
“ครั้งนี้พลังความรักนั่นล่ะ ที่จะทำให้พวกมันพ่ายแพ้”
หลังจากนั้นเท็กเนียวก็หัวเราะเบาๆ
.............................................................
15 นาทีหลังจากนั้น ทุกคนก็มาถึงลานกว้าง
เป็นไปตามที่มอร่าบอก ไม่มีวีแววพวกปีศาจที่นี่ และถึงพวกมันจะโผล่มาพวกเค้าก็สามารถเห็นได้ตั้งแต่ไกลๆและสามารถรับมือได้ทัน
เมื่อสำรวจรอบข้างว่าปลอดภัยแล้ว อัลเล็ตก็นั่งลงพร้อมถอนหายใจ และคนอื่นๆก็หยุดพักเช่นกัน
“เฮ้ นี่ยังไม่ได้ทำอะไรนายก็ถอนหายใจซะแล้วเหรอ เมี๊ยว” ฮานพูดขึ้น
จริงของฮาน จริงอยู่ที่เค้ายังไม่ได้เผชิญการต่อสู้อะไรตั้งแต่เข้ามาในเขตปีศาจ แต่สิ่งที่ทำให้เค้าเหนื่อยเป็นเพราะบางอย่างที่อยู่ในใจเค้าต่างหาก
เรื่องที่พวกปีศาจไม่โผล่ออกมา
เรื่องของคนที่7ที่เค้ายังไม่รู้ว่าใคร
เฟรมี่ก็พร้อมจะฆ่าใครก็ตามที่ทำตัวน่าสงสัยตลอดเวลา
และชามอสที่คาดเดาการกระทำไม่ได้
และอีกหลายอย่างที่ทำให้เค้าหนักใจ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเรื่องของโกดอฟ
“โกดอฟ นายเป็นไงบ้าง” อัลเล็ตถาม แต่โกดอฟยังคงนั่งเงียบ ด้วยสายตาไร้ชีวิตและเลื่อนลอย
ถึงแต่การปรากฏตัวโรโรเนีย ก็ไม่ทำให้เค้าพูดอะไรซํกคำ เค้าได้แต่เหม่อลอยอยู่อย่างนั้น
ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เค้าถูกหักหลังโดยองหญิงที่ตัวเองหลงรักมาตลอด และเธอก็ทอดทิ้งเค้าไป อัลเล็ตเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ตั้งแต่วันนั้นถึงเค้าพยายามจะให้กำลังใจโกดอฟยังไงก็ไม่เป็นผล
“โกดอฟ ลืมเธอไปซะเถอะ” อัลเล็ตพูด แต่โกดอฟก็ไม่ตอบสนอง
“ลืมผู้หญิงแบบนั้นไปเถอะเมี๊ยว นายก็หน้าตาไม่เลว เดี๋ยวก็มีสาวเข้ามาหานายอยู่ดีล่ะ ถึงแม้นายจะไม่ได้ทำอะไรเลยก็เอะ” แต่โกดอฟก็ไม่ได้ตอบฮานเช่นกัน
“นายหลงรักนาเชทาเนียมาตลอดเลยเหรอ”
“เอาเถอะถึงจริงๆแล้วเธอจะเป็นแบบนั้น แต่ภาพนอกเธอก็น่ารักดีล่ะนะ เมี๊ยว” “และก็เท่าที่ชั้นสังเกต หน้าอกเธอก็ใหญ่พอดูเลยล่ะเมี๊ยว
“อย่านอกเรื่องน่าฮาน” อัลเล็ตถอนใจยาว หลังจากนั้นเค้าก็หยิบลูกดอกมาอันหนึ่งแล้วปาไปยังหน้าโกดอฟ
โกดอฟใช้นิ้วรับไว้ได้โดยไม่แม้แต่มอง
“ถึงซังกะตายยังไง แต่สัญชาตญาณในการต่อสู้ก็ยังเหมือนเดิมสินะ นายนี่มันเป็นนักรบตัวจริงเลยนะ” อัลเล็ตพูดพร้อมรอยยิ้ม แต่โกดอฟไม่ได้สนใจตอบรับ
ทันใดนั้นมอร่าก็กวักมือเรียกอัลเล็ต
“อัลเล็ต ชั้นสงสัยว่าโกดอฟคือคนที่ 7 พวกเราน่าจะสอบปากคำเค้าหน่อยมั๊ย”
“ชั้นก็ว่าเค้าน่าสงสัยเหมือนกัน แต่เค้าจะเป็นคนที่ 7 จริงรึเปล่าเรายังยืนยันตอนนี้ไม่ได้”
“แต่ชั้นคิดว่าเป็นเค้าแน่ๆ จะเป็นใครได้อีกล่ะ ไม่ใช่ชั้น ไม่ใช่โรโรเนีย ไม่ใช่นาย ฮานกับชามอสก็ช่วยตามจับนาเชทาเนียในตอนนั้น ดังนั้นก็ไม่เหลือใครแล้วไม่ใช่เหรอ” “ส่วนเฟรมี่ถ้าเธอเป็นคนที่ 7 จริง ก็ไม่มีเหตุผลที่เค้าต้องช่วยนาย” “ดังนั้นไม่มีทางเป็นคนอื่นแล้วต้องเป็นโกดอฟแน่ๆ”
“พอได้แล้วมอร่า” อัลเล็ตพูดด้วยเสียงหนักแน่น
“สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การมีอยู่ของคนที่ 7 หรอก” “แต่มันคือการที่เรามาระแวงกันเองต่างหากล่ะเธอไม่เข้าใจเหรอ?”
“แต่ว่า...”
“คุยกันจบรึยัง ชั้นจะได้เริ่มซะที” เฟรมี่พูดขัดขึ้น
“ไม่ต้องเป็นห่วงชั้นจะหาตัวคนที่ 7 เอง ใจเย็นๆเถอะ ชั้นคือชายที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกนะอย่าลืมสิ” อัลเล็ตบอกมอร่าด้วยรอยยิ้ม
“............ อือ เอาเถอะเข้าใจแล้ว ชั้นไว้ใจนานนะ”
หลังจากนั้นทุกคนก็มานั่งล้อมเฟรมี่เพื่อรอฟังสิ่งที่เธอจะพูด
“อย่างที่ชั้นเคยบอกไปแล้ว เหล่าปีศาจมีผู้บัญชาการ 3 คน คือ คากิค เท็กเนียว และ โดซซุ” เฟรมี่เริ่มเล่า
“70% ของพวกปีศาจเป็นปีศาจชั้นต่ำที่ไม่มีสติปัญญา ส่วนที่เหลืออีก 30% นั้นคือปีศาจระดับสูงที่มีสติปัญญา แต่ถึงจะเรียกว่ามีสติปัญญา มันก็ไม่สามารถคิดอะไรซับซ้อนได้เท่าไรนัก ส่วนใหญ่นอกจากการฆ่ามนุษย์แล้วมันก็ไม่ค่อยได้คิดเรื่องอื่นเท่าไรนัก”
“แต่ปีศาจ 3 ตัวนี้ต่างออกไป พวกมันมี เจตจำนงเป็นของตัวเอง มีอารมณ์ ความรู้สึก และมีสามารถในการเรียนรู้ได้ และยังมีพลังเพียงพอที่จะปกครองเหล่าปีศาจอื่นๆได้ นอกจากชั้นแล้วปีศาจทุกตัวสาบานตนจะภักดีต่อพวกนั้นอย่างไม่มีข้อแม้ แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตของตัวมันเองก็ตาม”
“พวกนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน?”
“ชั้นก็ไม่แน่ใจนัก ที่บอกได้คือเราไม่สามารถสู้ชนะพวกนั้น แบบ ตัวต่อตัวได้”
“แต่ถ้าเราสามารถกำจัดคนใดคนหนึ่งได้ ก็เหมือนกับเราจัดการปีศาจใต้บังคับบัญชาของพวกนั้นได้ด้วย เพราะเมื่อผู้บังคับบัญชาตาย พวกปีศาจใต้บังคับบัญชาก็จะสุญเสียจุดยืนและเสียการควบคุมโดยสิ้นเชิง หรือก็คือไร้ซึ่งอันตรายอีกต่อไป”
“เข้าใจล่ะ”
“และสิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ ทั้ง 3 นั้นไม่ถูกกัน จริงๆแล้วพูดได้ว่าเป็นศัตรูกันเลยก็ว่าได้”
ทุกคนตกตะลึงกับเรื่องที่ได้ยินแต่เฟรมี่ยังคงเล่าต่อ
“ในหมู่ 3 คนนั้นคนที่แข็งแกร่งที่สุดคือ คากิค เค้าเป็นปีศาจที่มีรูปร่างเป็นสิงโตและสามารถพ่นลมหายใจร้อนพอที่จะเผามนุษย์ให้ตายได้ นอกจากนี้ควันจากไฟนั้นยังเป็นพิษอีกด้วย เค้าเป็นศัตรูที่อันตรายที่สุด”
“นี่ๆ ชามอสกับเจ้านี่ ใครแข็งแกร่งกว่ากัน”
“ไม่รู้สิ”
“ยังไงก็ตาม คากิคนั้นควบคุมพวกปีศาจประมาณ 60%ของทั้งหมด โดยกว่าครึ่งนั้นรวมกันทั้งรับอยู่บริเวณที่จอมมารหลับอยู่ “ที่พำนักแห่งหยาดน้ำตา” “
“และชั้นคาดว่าคากิคจะไม่เคลื่อนย้ายจากบริเวณนั้น เค้าน่าจะคอยตั้งรับพวกเราอยู่ที่นั่นด้วยกำลังทั้งหมด”
นี่มันแย่กว่าที่คิดแฮะ อัลเล็ตคิด
“ต่อมาคือ เท็กเนียว เค้าค่อนข้างแตกต่างออกไป” ตั้งแต่เริ่มเล่านั้นเฟรมี่พูดอย่างชัดเจนและต่อเนื่องมาตลอด ตอนนี้การเธอดูลังเลก่อนที่จะพูดต่อ
ในตอนที่อัลเล็ตได้ยินชื่อนี่ หัวใจเค้าก็เริ่มแต้นแรงขึ้น
“จนกระทั้งประมาณครึ่งปีก่อน เท็กเนียวเป็นคนที่สำคัญที่สุดในโลกสำหรับชั้น”
“แล้วตอนนี้ล่ะ” มอร่าถามชึ้น
“...... ตอนนี้เป็นคนที่ชั้นเกลียดที่สุด....... เรื่องนั้นช่างมันเถอะกลับเข้าเรื่องดีกว่า”
“เท็กเนียวนั้นควบคุมพวกปีศาจประมาณ 40%ของทั้งหมด และเค้าก็เป็นผู้สั่งการชั้นให้ไปสังหารผู้ที่มีคุณสมบัติที่จะได้รับเลือกเป็นหกบุบผา”
อัลเล็ตรู้สึกสงสัยบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ตอนนี้เค้าเลือกที่จะฟังเฟรมี่พูดเรื่องของเธอให้จบก่อน
“เท็กเนียวนั้น เป็นปีศาจที่มีอวัยวะส่วนต่างๆของปีศาจแต่ละตัวไว้ด้วยกัน เค้าสามารถเปลี่ยนส่วนต่างๆในร่างกับปีศาจตนใดก็ได้”
“ส่วนเรื่องความสามารถในการต่อสู้ พูดได้เลยว่าเค้ามีพลังเป็นเลิศทั้งในด้าน ความแข็งแกร่ง ความเร็ว อาจจะพูดได้ว่าเค้าสามารถทำลายได้ทุกอย่าง แต่ว่าที่น่ากลัวที่สุดคือความฉลาดของเค้า”
“ความฉลาดงั้นเหรอ”
“ที่เค้าสร้างชั้นขึ้นมาก็เพื่อแผนการบางอย่าง ชั้นไม่รู้จริงๆว่า เค้าวางแผนอะไรไว้ แต่ชั้นเชื่อว่าเท็กเนียว คือคนที่ส่งนาเชทาเนีย และคนที่7 เข้ามาในกลุ่มพวกเรา”
“องค์หญิงของประเทศนึง กลายมาเป็นตัวหมากของพวกปีศาจงั้นเหรอ.... ชั้นไม่อยากจะเชื่อเลย” มาร่าพึมพำ
“เป็นไปได้สิ ก่อนที่ชั้นจะเกิดมา เท็กเนียวก็แทรกซึมเข้าไปในโลกมนุษย์นานแล้ว”
“เค้าใช้ให้ปีศาจที่เปลี่ยนร่างได้ แทรกซึมเข้าไปในสังคมมนุษย์ และใช้ปีศาจที่มีพลังในการสะกดจิตรีดเอาข้อมูลสำคัญๆออกมา ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกเลยถ้าเค้าจะมีข้อมูลสำคัญที่แม้แต่คนในอาณาจักรนั้นๆก็ยังไม่รู้”
ความเงียบปกคลุมทั้ง 7 คน
“เค้าเป็นคนที่เลี้ยงดูและสั่งสอนชั้น พอชั้นแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ชั้นก็ออกเริ่มออกล่าเหล่าคนที่น่าจะได้รับเลือกเป็นหกบุบผา ในตอนนั้นชั้นรู้สึกเคารพเค้ามาก แต่ก็รู้สึกกลัวเค้าอยู่ลึกๆ”
“บางที่เค้าก็ดูอบอุ่น แต่บางครั้งก็เย็นชาจนน่ากลัว”
อัลเล็ตรู้สึกว่าเธอยังมีความรู้สึกเคารพเค้าอยู่
“ไม่สิ ไม่ใช่ ไม่มีใครเค้าใจคนอย่างเค้าได้หรอก” เธอพูดเหมือนเตือนสติตัวเอง
......................................................................................
“โธ่ นังหนู” เท็กเนียวกำลังพึมพำจากที่ไหนซักแห่ง ในขณะที่เฟรมี่กำลังพูดอยู่
“เธอคิดแบบนั้นเองเหรอ? เฟรมี่” “ชั้นเจ็บปวดมากนะที่เธอบอกว่าเธอไม่เข้าใจชั้นน่ะ” เท็กเนียวหัวเราะเบาๆ
“ทั้งๆที่ชั้นน่ะ ออกจะรักและเอ็นดูเธอขนาดนั้น”
...........................................................................................
เฟรมี่ยังคงเล่าต่อ
“คากิค กับ เท็กเนียวนั้นไม่ถูกกัน ดังนั้นพวกปีศาจภายใต้การควบคุมของทั้ง 2 จึงแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ทั้งสองฝ่ายจะไม่คุยกันแม้เจอหน้ากัน และสำหรับพวกปีศาจชั้นต่ำที่พูดไม่ได้ก็จะทำท่าขู่ใส่กันเมื่อเจอกัน”
“ทำไมเป็นแบบนั้นล่ะ”
“ก็มีหลายสาเหตุ เช่นเท็กเนียวมักชอบใช้กดอุบาย แต่คากิคจะเน้นการใช้กำลังปะทะตรงๆ แต่จริงๆแล้วเหตุผลหลักน่าจะมาจากมุมของเกี่ยวกับมนุษย์ของทั้ง 2 คน”
“เท็กเนียวน่ะเชื่อว่า มนุษย์คือเครื่องมือที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ แต่คากิคมองว่ามนุษย์เป็นสัตว์ชั้นต่ำและคิดว่าการไปคลุกคลีกับมนุษย์เป็นสิ่งที่รับไม่ได้”
“จุดเปลี่ยนที่ทั้ง 2 ตัดสินใจเริ่มห้ำหั่นกันเอง ก็คือการที่ชั้นเกิดมา”
“เท็กเนียวนั้น ทำให้ชั้นเกิดมาเพราะแผนการบางอย่าง แต่คากิตเห็นว่าการทำให้เลือดบริสุทธิ์ของปีศาจต้องแปดเปื้อนเลือดมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้”
“รอเดี๋ยวค่ะ” โรโรเนียที่ฟังเงียบๆมาตลอดก็ยกมือขึ้น
“คือ คุณบอกว่ามีผู้บัญชาการปีศาจ 3 คนไม่ใช่เหรอคะ?”
อัลเล็ตก็สงสัยเรื่องนั้นเหมือนกัน เฟรมี่ยังไม่ได้พูดถึงอีกคนที่เหลือเลย และถ้าเกิดว่าคากิค ควบคุม 60% ของปีศาจทั้งหมด ส่วน เท็กเนียวควบคุม อีก 40% ที่เหลือ และคนสุดท้ายล่ะ?
“ชั้นก็ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับ โดซซุ ชั้นรู้แค่ว่าเค้ายังมีชีวิตอยู่ แต่นั่นคือทั้งหมดที่ชั้นรู้”
“เค้าเป็นคนยังไงน่ะ?”
“โดซซุ คือ คนทรยศ เค้ามีพลังระดับเดียวกับ คากิค และ เท็กเนียว แต่ว่าเมื่อ 200 ปีก่อน เค้าก็ทรยศจอมมาร และหายไปจากเขตแดนปีศาจ ชั้นก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เค้าทำอะไรอยู่ บางทีเท็กเนียวอาจจะรู้ แต่เค้าก็ไม่เคยบอกชั้น”
“เค้าเป็นมิตรหรือศัตรู?”
“ชั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าจะมีพรรคพวกของเค้าแทรกซึมอยู่ทั้งในฝ่ายของคากิค และเท็กเนียว แต่พวกปีศาจที่ถูกสงสัยว่าเป็นสายให้โดซซุจะถูกกำจัดทิ้งทันที”
“นี่มันยังกับนิยายเลยนะ เมี๊ยว” ฮานบ่นออกมา
“เฟรมี่ เธอสามารถบอกได้มั๊ยว่าปีศาจตนไหนเป็นพวกของใคร”
“เท่าที่ดู..... พวกปีศาจที่เจอที่หมู่บ้านในตอนแรกน่าจะเป็นพวกของคากิค ส่วนพวกที่พวกเราเจอในป่าหมอกน่าจะเป็นพวกของเท็กเนียว”
“งั้นแสดงว่าองค์หญิงก็เป็นฝ่ายของเท็กเนียวสินะ” มอร่าพูด
“ก็เป็นไปได้ว่าจะเป็นแบบนั้น”
“เอาล่ะแล้วพวกเราควรจะวางแผนยังไงกันดี? จากที่ฟังมาดูเหมือนเท็กเนียวจะเป็นปัญหาสำหรับเราที่สุดนะ” มอร่าเป็นคนแรกที่พูดขึ้น
“คากิคน่าจะป้องกันจอมมารอยู่ที่เดิม ส่วนเท็กเนียวจะเข้ามาโจมตีพวกเราแน่นอน แต่ว่าเมื่อไรและด้วยวิธีไหนนั้น ชั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“แต่ชั้นไม่คิดว่า เท็กเนียวจะมาโจมตีพวกเราด้วยตัวเองหรอกนะ” อัลเล็ตพูดขึ้น
“ชั้นเห็นด้วย ถ้าเค้าเป็นอะไรไปล่ะก็ปีศาจใต้การควบคุมของเค้าทั้ง 40% ก็จะเสียการควบคุม ซึ่งนั่นจะสร้างความเสียหายให้แก่พวกปีศาจมาก ชั้นคิดว่าเค้าไม่น่าจะเอาตัวเองมาเสี่ยงแบบนั้น”
“ชั้นสงสัยอยู่อย่างนึงกับปีศาจภายใต้การควบคุม ถ้าเท็กเนียวตาย” มอร่าถามขึ้น
“เหล่าปีศาจจะสามารถรับรู้ถึงกันได้ด้วยคลื่นบางอย่าง ดังนั้นถ้าเท็กเนียวตาย ปีศาจทุกตัวจะรู้ทันที และมันก็จะเริ่มเกิดความโกลาหลและตื่นตระหนก”
“เธอก็จะรู้เหมือนกันใช่มั๊ยเฟรมี่?”
“ก็น่าจะนะ......” เฟรมี่ตอบโดยไม่สบตามอร่า
“เข้าใจล่ะ เท็กเนียวสินะ” อัลเล็ตพูดขึ้นขณะที่เค้ากำลังประเมินสถานการณ์
มอร่าดูจะสงสัยเรื่องเท็กเนียวเป็นพิเศษ ทั้งๆที่เธอไม่ได้มีความหลังอะไรกับเท็กเนียวเหมือนเค้าและเฟรมี่...
“หมอนั่นจะต้องใช้ให้คนที่ 7 วางกับดักพวกเราแน่ เมี๊ยว”
“คำถามที่ถูกคือ เค้าตั้งใจจะวางกับดักอะไรต่างหาก?”
ชามอส ยกมือขึ้น “นี่ๆ ชามอส คิดอะไรดีๆออกแล้ว”
“ชั้นไม่คิดว่ามันจะเข้าท่าหรอกนะ แต่ก็เอาเถอะ” เฟรมี่พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
แต่ชามอสก็พูดต่อโดยไม่สนใจเฟรมี่ “ถ้าไม่มีตรา หกบุบผาล่ะก็ มนุษย์ไม่สามารถอยู่ในเขตแดนปีศาจได้หรอก”
เป็นเรื่องที่ใครๆก็รู้ ตราหกบุบผสสามารถป้องกันพิษที่จอมมารปล่อยออกมาที่กระจายอยู่ทั่วเขตแดนปีศาจได้
“มีมนุษย์หกคนที่นี่ ดังนั้นก็แสดงว่าทุกคนคือตัวจริง ส่วนคนที่ 7 ก็คือ เฟรมี่ที่เป็นปีศาจไงล่ะ”
“เฮ้ออ มันไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอก” เฟรมี่พูดพลางถอนหายใจ “ต่อให้เป็นมนุษย์ธรรมดาก็สามารถมีชีวิตอยู่ที่นี่ได้ เพราะพวกของเท็กเนียว มีปีศาจที่สามารถสร้างปรสิตที่จะทำให้มนุษย์ที่มันฝังตัวอยู่สามารถต่อต้านพิษในเขตแดนปีศาจได้”
“มีหลักฐานมั๊ย”
“ที่บริเวณกึ่งกลางของเขตแดนปีศาจ มีบริเวณที่ทาสมนุษย์ที่เท็กเนียวจับมาอาศัยอยู่ พวกชาวบ้านจากหมู่บ้านของนายก็น่าจะอยู่ที่นั่น” เธอพูดขณะที่มองไปยังอัลเล็ต
อัลเล็ตลุกขึ้นเรื่องราวในอดีตย้อนกลับมาในความคิดเค้า
“ทาสงั้นเหรอ.... แล้วพวกเค้าเป็นยังไงบ้าง”
“ชั้นไม่รู้เหมือนกัน ชั้นไม่เคยไปที่นั่น”
“เธอต้องรู้อะไรบ้างซี่ บอกมาเถอะอะไรก็ได้!” อัลเล็ตพยายามคาดคั้นคำตอบจากเฟรมี่ แต่มอร่าก็เข้ามาห้ามไว้
“ชั้นเข้าใจความรู้สึกนาย แต่ตอนนี้เราต้องมุ่งไปที่การกำจัดจอมมารก่อนนะ”
นั่นสินะเธอพูดถูก อัลเล็ตคิด
ชามอสซึ่งฟังอยู่ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสงสัย “อัลเล็ต เป็นอะไรน่ะ”
แต่อัลเล็ตก็วิ่งเข้าไปผลักชามอสโดนไม่พูดอะไร พร้อมกันนั้นเฟรมี่ก็ถอยไปด้านหลังพร้อมชักไรเฟิลของเธอออกมา ส่วนฮานก็ลุกขึ้นพร้อมชักดาบเตรียมพร้อม
พื้นดินบริเวณที่ชามอสยืนอยู่เมื่อครู่ค่อยๆบวมขึ้นและระเบิดออก ทำให้ฝุ่นควันฟุ้งไปทั่วบริเวณ ทันใดนั้นก็มีปีศาจตนหนึ่งปรากฏกายออกมาจากม่านควันนั้น
“สวัสดี” มันเป็นเสียงแหลมสูง ที่ฟังดูขัดหู แต่ทันทีได้ยินเสียงนั้น หัวใจอัลเล็ทก็เริ่มเต้นอย่างรุนแรง
“ก็อย่างที่ว่าน่ะล่ะ ไม่มีประโยชย์หรอกที่จะไปหาพวกทาสพวกนั้นตอนนี้น่ะ”
“เท็กเนียว!” อัลเล็ตตะโกน ด้วยความโกรธ ตอนนี้ปีศาจที่ทำลายชีวิตของเค้าได้มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเค้าแล้ว
“เธอคงอยากเจอชั้นมากสินะ” เท็กเนียวหันไปมองอัลเล็ตและอ้าแขนออกเหมือนพยายามจะบอกว่า เข้ามาเลยสิ
ทันใดนั้นอัลเล็ตก็โดดเข้าใส่เท็กเนียวและปาลูกดอก 2 อันไปที่ตา และ ลูกดอกยาชา 2 อันไปที่ไหล่ทั้ง 2 ข้าง
มันจะต้องจบลงที่นี่ ฝันร้ายตลอดแปดปีของชั้น! อัลเล็ตคิด
แต่เท็กเนียวก็หลบลูกดอกทั้งหมดได้และโจมตีสวนใส่อัลเล็ตที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศทำให้เค้ากระเด็นออกไปกระแทกพื้นด้านหลัง
“ระวัง!”
มอร่าพุ่งเข้าไปโจมตีจากทางด้านข้างเท็กเนียว ในขณะที่ฮานพุ่งเข้าไปตรงๆโดนเล็งโจมตีที่ขา เฟรมี่ยิงไปที่หน้า และ โกดอฟแทงพุ่งเข้าใส่เต็มแรง
“เจอนี่หน่อย เมี๊ยว” ฮานตะโกน
ทว่าเท็กเนียวก็หลบการโจมตีผสานของทุกคนได้อย่างหวุดหวิด เค้าใช้มือหนึ่งรับหมัดของมอร่า และยกขาหลบการโจมตีของฮานและเตะสวนไป และใช้อีกมือหนึ่งรับหอกของโกดอฟ และใช้ฟันรับกระสุนของเฟรมี่ไว้
“เกือบไปแล้วนะเนี่ย” เท็กเนียวพูด
ทุกคนถอยห่างออกจากเท็กเนียว
เป็นไปไม่ได้ อัลเล็ทคิด ป้องกันการโจมตีของทุกคนพร้อมกันได้เนี่ยนะ
“นี่พวกเธอยังไม่เข้าใจอีกเหรอ? ว่าชั้นสามารถฆ่าพวกเธอได้สบายๆเลยนะ หรือต่อให้ชั้นไม่ได้ทำอะไรชั้นก็อาจจะใช้ให้ คนที่ 7 ลอบสังหารพวกเธอ หรือไม่ก็ล่อพวกเธอไปยังกับดัก นี่ล่ะคือสถานการณ์ของพวกเธอตอนนี้”
เท็กเนียวยังคงพูดต่อโดนไม่เปิดช่องว่าง
“แล้วพวกเธอจะทำยังไงดีล่ะ? ถ้ายังบุกเข้ามาแบบไม่คิดหน้าคิดหลังแบบเมื่อกี๊พวกเธอจะต้องตายหมดแน่” เท็กเนียวหัวเราะออกมา

<<จบ Chapter 1 – Part3>>

(Light Novel) Rokka no yuusha Vol.2 Chapter 1 - Part 2 (แปลไทย)

Chapter 1 - Part 2
บริเวณเขตแดนปีศาจมีส่วนที่ติดกับทวีปใหญ่ส่วนเดียว นอกนั้นถูกล้อมรอบด้วยน้ำ
แต่ไม่มีทางที่มนุษย์จะใช้เรือเข้ามาทางอื่นได้ เพราะบริเสณรอบเขตแดนปีศาจเต็มไปด้วยน้ำวน โขดหิน และ ปีศาจที่เฝ้าระวังอยู่ทั่ว
เป้าหมายของเหล่าบุบผาคือบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของเขตแดนปีศาจที่จอมมารหลับอยู่ เซ้นเอกบุบผาเรียกสถานที่นั้นว่า ที่พำนักแห่งหยาดน้ำตา
หลังจอมมารตื่น มีเวลาประมาณ 30 วันก่อนที่จอมมารจะคืนชีพโดยสมบูรณ์ เหล่าบุบผาต้องไปให้ถึงสถาณที่แห่งนั้นและกำจัดจอมมารให้ทันก่อนที่โลกจะถึงกาลอวสาน
ผ่านมาครึ่งวันหลังจากเข้ามาในเขตแดนปีศาจ
เหล่าบุบผาเข้ามาทางตะวันตกของเขตแดนบริเวณที่ถูกเรียกว่า หุบเขาแห่งหยดเลือด เนื่องจากสมัยก่อนเซ้นเอกบุบผาต่อสู้กลับจอมมารและกระอักเลือดบริเวณนี้
จนกระทั้งตอนนี้ทั้ง 7 ยังไม่พบวี่แววของปีศาจ
ระหว่างทางที่เดิน พวกเค้าก็เล่าเรื่องการต่อสู้กับนาเชทาเนียให้โรโรเนียฟัง รวมถึงเรื่องที่เฟรมี่เป็นนักฆ่าบุบผาและเป็นครึ่งปีศาจ ทำให้โรโรเนียหน้าซีด
"เป็นอะไรมั๊ย โรโรเนีย"
"...ไม่เป็นไรค่ะ ชั้นสบายดี" โรโรเนียกลัว แต่เธอไม่ได้กลัวแค่เฟรมี่ เธอยังกลัวฮานที่เป็นนักฆ่า ชามอสที่โหดร้าย และก็ลูกน้องของนาเชทาเนียโกลดอฟ คนที่เธอสมารถคุยอย่างสนิทใจได้ในตอนนี้มีเพียง อัลเล็ทและมอร่า
"ไม่มีวี่แววปีศาจเลยแฮะ เมื่อกี๊มอร่าล่วงหน้าไปดูลาดเลาด้านหน้าแล้ว พวกเรารีบตามไปกันเถอะ" เฟรมี่พูดและเร่งฝีเท้าตามมอร่าไป คนอื่นๆก็ตามเธอไปเช่นกัน
ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องไห้ก้องไปทั้วหุบเขา โรโรเนียตัวสั่น แต่เมื่ออัลเลตมองไปก็เห็นเพียงกวางตัวหนึ่งเท่านั้น
เขตแดนปีศาจมีไอพิษที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่ตราของ6บุบผาสามารถปกป้องพวกเค้าจากมันได้ แต่ว่าไอพิษนี้ไม่มีผลต่อสัตว์อื่นๆ
"นี่ยัยวัว เธอเป็นหกบุบฝาจริงๆเหรอ ทำไมอ่อนแอแบบนี้ล่ะ" ชามอสพูดขึ้นระหว่างแก่งหญ้าหางจิ้งจอกเล่น
"คือว่า..."
"ชามอสรู้แล้ว เทพธิดาแห่งโชคชะตาคงจะทำอะไรพลากซักอย่าง ไม่งั้นคนอย่างเธอไม่มีทางถูกเลือกหรอก"
"อือ..." โรโรเนียได้แต่ก้มหน้า "บางทีชั้นอาจไม่ใช่ 6 บุบฝาก็ได้ค่ะ"
"เธอหมายความว่ายังไง?" อัลเล็ตคิด
"ชามอสว่าเธอน่ะน่ารำคาญ ถ้าเธอเป็นคนที่ 7 จริงชามอสว่ารีบสารภาพมาดีกว่านะ ถ้าขอโทษซะตอนนี้ ชามอสจะไม่ทำอะไรหรอก"
"พอได้แล้ว!" อัลเล็ตตะโกน
"แต่ชั้นคิดว่า โรโรเนียน่ะเข้มแข็ง" เฟรมี่พูดขึ้น "ชั้นได้ยินมาว่ามอร่าชื่นชนความสามารถของเธอ และฝึกฝนเธอด้วยตัวเอง ตอนที่โรโรเนียอยู่ที่วิหารหลักกับมอร่า ไม่มีช่องว่างให้ชั้นเข้าใกล้มอร่าไม่ได้เลย"
"งั้นก็คงแข็งแกร่งนิดนึงละมั๊ง"
"ขะ ขอบคุณค่ะ เฟรมี่ซัง"
"ไม่ต้องขอบคุณชั้นหรอก ชั้นยังสงสัยเธออยู่ดี"
"อุ.." โรโรเนียถอยฉากออกไปนิดหน่อย
"นอกจากนี้ชั้นก็อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับเธอด้วย"
"จริงสิ เล่าให้ฟังหน่อยสิโรโรเนีย" อัลเล็ตเสริม
"ตัวชั้นพึ่งได้มาเป็นเซ้นได้ประมาณ 2 ปี ครึ่ง ก่อนหน้านี้ชั้นเป็นคนรับใช้ที่เมืองๆนึง ชั้นคงมายืนตรงนี้ไม่ได้ ถ้าไม่ได้มอร่าซังที่ช่วยฝึกฝนการเป็นเซ้นให้ชั้นและไวเวิลซังที่ช่วยฝึกฝนการต่อสู้ให้กับชั้น"
"ตั้งแต่ตอนที่จอมมารตื่นขึ้นมา จนกระทั่งมาเจอกับพวกเราเธอกำลังทำอะไรอยู่"
"อ่า ค่ะ ตอนที่จอมมารตื่นขึ้นมาและชั้นได้รับตรา6บุบผา ชั้นอยู่ที่วิหารแห่งไฟ ของอาณาจักรผลไม้สีเหลืองค่ะ ชั้นกำลังฝึกกับลีเนลลีซังเซ้นแห่งไฟอยู่ค่ะในตอนนั้น"
"แล้วจากนั้นล่ะ"
"ชั้นก็รีบมาจุดนัดพบของเหล่าบุบผาอย่างเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่ระหว่างทางก็เจอกับปีศาจเข้ามาโจมตี และก็แวะช่วยรักษาผู้คนที่บาดเจ็บระหว่างทาง ก็เลยทำให้ชั้นมาช้าค่ะ ต้องขอโทษจริงๆค่ะ" โรโรเนียผงกหัวขอโทษ
"แล้วตอนที่เธอมาถึง ม่านพลังล่ะ" อัลเล็ตถาม
"ชั้นมาถึงบริเวณป่าหมอกคืนก่อนหน้านั้นค่ะ ตอนนั้นม่านพลังทำงานอยู่แล้ว แล้วชั้นก็พอกษัตร์ย์กวินเวลที่หอคอยใกล้ๆที่นั่น เค้าเป็นคนเล่าให้ชั้นฟังเรื่องม่านพลังนี้ค่ะ เค้าบอกว่าก่อนหน้านี้เค้าถูกบางคนจับตัวไปทำให้เค้าไม่รู้สถาณการปัจจุบันเหมือนกัน"
"และพอรุ่งเช้าม่านพลังหายไปเธอเลยเข้ามาได้สินะ"
โรโรเนียพยักหน้า

“มีใครสงสัยอะไรในเรื่องที่เธอเล่าบ้างมั๊ย?” อัลเล็ตถาม
“เธออยู่ที่วิหารแห่งไฟจริงๆ น่ะเหรอ” ฮานถาม
“เรื่องนี้ค่อยถามมอร่าทีหลัง นอกนั้นแล้วนายไม่สงสัยอะไรใช่มั๊ย”
“ก็ไม่มีนะ เมี๊ยว”
ทันใดนั้นชามอสก็ถามขึ้น “นี่ ทำไมเธอรู้จัก อัลเล็ทล่ะ?”
โรโรเนียมองไปทางอัลเล็ท อัลเล็ทพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต ให้เธอเล่าให้พวกเค้าฟังได้
“ชั้นเจอกับอัลคุงครั้งแรกเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน”
ตอนที่อัลเล็ทอายุประมาณ 10 ขวบเค้ามาเป็นลูกศิษย์ของ เอโทร สไปเกอชายผู้ปลีกตัวจากโลกมาอยู่อย่างสันโดษ 8 ปีต่อมาเค้าก็เรียนรู้เทคนิคการต่อสู้ ความรู้เกี่ยวกับปีศาจ และการสร้างอาวุธลับจากอาจารย์
เอโทร สไปเกอ มีศิษย์มากมายแต่ส่วนใหญ่จะทนการฝึกอันโหดร้ายของเค้าไม่ได้จนหนีไปหมดเหลือเพียงอัลเล็ทเท่านั้น
นอกจากนี้ เอโทร สไปเกอ ยังช่วยฝึกสอนให้เหล่าเซ้นด้วย เมื่อ 2 ปีก่อนโรโรเนียถือจดหมายแนะนำตัวจากมอร่า มาหาเอโทร สไปเกอ เพื่อให้เค้าช่วยสอนเกี่ยวกับเรื่องต่างๆของปีศาจ และนั่นคือตอนที่ทั้ง 2 พบกัน ในตอนนั้น อัลเล็ทอายุประมาณ 16 ปี
“เด็กคนนี้คือ โรโรเนีย เมนเชสเตอ เว้นแห่งโลหิต เธอจะมาอยู่กับเรา 2 เดือนจากนี้ไปเพื่อศึกษาเกี่ยวกับปีศาจ แกอย่าไปกวนเธอล่ะ” เอโทร บอกเอ็ตเล็ทแต่เค้าไม่ได้สนใจจะตอบรับคำพูดนั้น อัลเล็ตในตอนนั้นต่างกับตอนนี้มากนัก เค้ากระหายจะแก้แค้น และสาปแช่งโลกทั้งโลก และเหนือสิ่งอื่นใดเค้าเกลียดความไร้พลังของตัวเอง
“แนะนำตัวเองซะ!” เอโทร ตวาด ระหว่างที่โรโรเนียหลบอยู่ด้านหลังเขา
“ชั้นอัลเล็ท ไมเออ ชั้นจะเป็นชายที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก อย่ามายุ่งกับชั้น”
“ขะ ขอโทษค่ะ”
“ไปกันเถอะ โรโรเนีย” เอโทรพูด
ในขณะนั้นเอง อัลเล็ทก็ปาลูกดอกไปทีเอโทรพร้อมชัดมีดพุ่งเข้าใส่ แต่เอโทรก็ใช้นิ้วรับลูกดอกไว้ได้ และจับแขนอัลเล็ททุ่มลงกับพื้น
“ปะ เป็นอะไรมั๊ยคะ อัลเล็ทซัง”
“อย่ามายุ่งกับชั้น”
“ไม่ต้องห่วงเจ้านั่นหรอก” เอโทรบอกกับโรโรเนีย “ชั้นบอกเจ้านั่นว่า ถ้ามันยังฆ่าชั้นไม่ได้ก่อนอายุ 16 ล่ะก็ชั้นจะไล่มันออกไปจากที่นี่ แล้วนี่ก็เป็นเดือนสุดท้ายแล้วตามที่ชั้นบอกเจ้านั่นแล้ว”
.............................................................................................
โรโรเนียพักอยู่ในที่พักบริเวณที่พักสำหรับแขกซึ่งถูกสร้างอยู่บริเวณเขา แต่เอโทร และอัลเล็ตนั้นพักอยู่ในถ้ำเหมือนสัตว์ป่า
ตลอดเวลาที่เธอยู่ที่นี่ เอโทรจะอยู่กับเธอตลอดเพื่อสอน ความรู้ต่างๆเกี่ยวกับปีศาจ และเค้าก็ดูแลเธออย่างดี และตลอดเวลานั้นอัลเล็ทก็ไม่โผล่หน้ามาให้เธอเห็นเลย
ตลอดเวลาอัลเล็ทก็หาจังหวะเข้ามาจู่โจมเอโทรตลอด แต่ก็ถูกโต้กลับจนบาดเจ็บกลับไปทุกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นเค้าก็ไม่แค่ละความพยายาม เพราะเค้ารู้ว่าถ้าเค้าถูกเอโทรไล่ไปตอนนี้หนทางที่จะเป็นหกบุบผาของเค้าต้องจบลงแน่นอน
ปีศาจตัวเดียวที่อัลเล็ทไม่เคยลืมคือ ปีศาจที่มีปีก3ปีกด้านหลัง เดินด้วย 2 ขาเหมือนมนุษย์ หน้าตาเหมือนกิ้งก่า และยิ้มด้วยรอยยิ้มสุภาพ มันทำลายหมู่บ้านของเค้า แช่งชิงพี่สาวและเพื่อนรักของเค้าไป เค้าไม่มีวันลืมเรื่องนี้
สิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงอัลเล็ทคือความแค้น เค้าไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ตราบใดที่ยังไม่ได้ฆ่าเจ้าปีศาจตัวนี้หรือเห็นมันตายกับตาตัวเอง
คืนหนึ่งระหว่างที่อัลเล็ทนอนบาดเจ็บอยู่ในถ้ำหลังจากที่เค้าไปจู่โจมเอโทรเช่นทุกที ทันใดนั้นเค้าก็รู้สึกเหมือนมีมือมาแตะหลังเค้า เค้าสะดุ้งหันกลับไปและพบโรโรเนียนั่งอยู่ข้างๆ
“เธอมาที่นี่ทำไม!” อัลเล็ทตะโกนใส่ โรโรเนีย จนเธอหนีไปนั่งตัวสั่นอยู่มุมถ้ำ
“อะ อาจารย์เอโทร ให้ชั้นมาช่วยรักษาให้คุณค่ะ”
“เอโทรบอกเหรอ?”
“ชะ ชั้นเป็นเซ้นแห่งโลหิต ... ชั้นสามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้ค่ะ..”
“งั้น ช่วยหน่อยละกัน” อัลเล็ทพูดและนอนคว่ำลงบนพื้น
โรโรเนียนำมือไปทาบบนบาดแผลของอัลเล็ท หลังจากมีแสงเรืองๆส่องออกมาจากมือของเธอบาดแผลก็สมานภายในพริบตาเดียว
“เลือดของคนเรานั้นมีพลังในการรักษาตัวเองแฝงอยู่ ด้วยพลังของชั้น ชั้นสามารถใช้มันกระตุ้นความสามารถนี้ในเลือดเพื่อรักษาบาดเจ็บได้ค่ะ”
“พลังของเซ้นนี้สุดยอดเลยแฮะ” อัลเล็ทพูด
โรโรเนียรู้สึกเขินนิดหน่อย แก้มของเธอเป็นสีแดงเล็กน้อย
“เธอก็อยากจะได้รับเลือกเป็นหกบุบผางั้นเหรอ?” อัลเล็ทถาม
“คะ?”
“ที่จริงก็ไม่ต้องถามหรอกมั๊ง นักรบทุกคนก็หวังแบบนี้ทั้งนั้นน่ะล่ะ”
แต่โรโรเนียส่ายหน้า “คือ พูดไปอาจจะฟังดูแปลกๆนะคะ แต่ว่า.....”
“ทำไมล่ะ?”
“ชั้นกำลังคิดจะเลิกฝึกที่นี่แล้วค่ะ”
“เอโทร ทำอะไรเธอเหรอ?”
“ปะ เปล่าค่ะ คือ.... ชั้นมาคิดดูแล้ว ชั้นควรจะเลิกคิดเรื่องที่จะเป็นหกบุบผาค่ะ จริงๆแล้วชั้นตั้งใจจะเลิกเป็นเซ้นด้วย”
อัลเล็ทตกตะลึง เค้ามีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้เพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้น เพื่อจะแข็งแกร่งขึ้นเค้ายอมสละทุกอย่าง เค้าไม่เคยคิดที่จะทิ้งความแข็งแกร่งของตัวเองไปแม้แต่นิดเดียว
“ชะ ชั้นไม่เหมาะจะเป็นหกบุบผาหรอกค่ะ แล้วสมมุติว่าชั้นเกิดได้รับเลือกขึ้นมาจริงๆ คงจะมีแต่ทำให้คนอื่นๆเดือดร้อน ดังนั้นจะดีกว่าถ้าชั้นถอนตัวซะตั้งแต่ตอนนี้”
“งั้นเธอมาที่นี่ทำไม! เธอไม่ได้อยากแข็งแกร่งขึ้นเหรอ!”
“อะ อ่า...”
“พูดมาซะ!” อัลเล็ทตะคากด้วยความโกรธ
โรโรเนียลนลานและพยายามอธิบาย
จริงๆแล้วโรโรเนียไม่ได้เป็นนักบวชหญิงซึ่งฝึกฝนตังเองเพื่อจะเป็นเซ้นด้วยซ้ำ เธอเป็นแค่คนรับใช้ที่ทำหน้าที่ซักเสื้อผ้าใหแหล่านักบวชที่วิหาร
5 ปีก่อน เมื่อเซ้นแห่งโลหิตคนก่อนลงจากตำแหน่ง พิธีคัดเลือกผู้สืบทอดถูกจัดขึ้น ทว่าผู้ที่ได้รับเลือกไม่ใช่เหล่านักบวชหญิงแต่เป็นเธอที่กลับได้รับเลือก ซึ่งสร้างความตกตะลึงแก่ทุกคน
“เรื่องแบบนี้เป็นไปได้เหรอ?” อัลเล็ทอุทานขึ้นหลังจากได้ฟังเรื่องของเธอ
“เหล่าเซ้นถูกคัดเลือกโดยเทพ แล้วเราไม่รู้ว่าเทพนั้นคิดอะไรอยู่”
จริงๆแล้วโรโรเนียต้องการจะถอนตัวตั้งแต่แรกแล้วและนักบวชคนอื่นๆก็เห็นด้วย แต่ด้วยคำสั่งโดยตรงจากวิหารหลักทำให้เธอกลายมาเป็นเซ้นแห่งโลหิต และเพื่อที่จะได้รับเลือกเป็นหกบุบผาเธอถูกพามาที่วิหารหลักเพื่อฝึกฝนทั้งความรู้ ความสามารถ และการต่อสู้
“คนที่วิหารหลักบอกชั้นจะต้องเป็นเซ้นที่มีความสามารถมากแน่ๆ แต่ชั้นว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ ไม่ว่าจะฝึกเท่าไร ชั้นก็ยังเป็นคนไร้ประโยชน์ ชั้นก็ยังอ่อนแอเหมือนเดิม”
หลังจากที่ได้ฟังโรโรเนียพูด ความโกรธก็ปะทุขึ้นในใจอัลเล็ท
“ชั้นน่ะ.... อยากจะเกิดมาเป็นผู้หญิง! เพราะถ้าชั้นเป็นผู้หญิงล่ะก็ ชั้นก็จะสามารถเป็นเซ้นได้!”
“ค่ะ?”
“ถ้าชั้นได้เป็นเซ้น ชั้นก็จะแข็งแกร่งขึ้น ชั้นก็จะมีพลังพอที่จะฆ่ามันได้ แต่ชั้นดันเกิดมาเป็นผู้ชาย!” อัลเล็ทชกกำปั้นไปที่พื้นอย่างแรง “เลิกคร่ำครวญไร้สาระได้แล้ว!”
“อะ อา...”
“ทำไมคนแบบเธอถึงได้รับพลังนี้ ทำไมไม่เป็นชั้น!? ทำไมเป็นเธอ?!” อัลเล็ทจับคอเสื้อโรโรเนียเขย่า
“ชั้นต้องการพลัง! ชั้นต้องการพลังที่จะฆ่ามัน!” “ชั้นไม่สนว่าจะต้องแลกกับอะไร ขอแค่ชั้นได้พลังที่จะฆ่ามันได้!”
ทุกๆวันที่เค้าฝึกฝนรากเลือด เค้ารู้ดีว่าเค้าไม่มีทางได้รับพลังนั้น ทุกๆคืนเค้าจะสาปแช่งความอ่อนแอของตัวเองจนหลับไป เค้าอยากได้พลังที่จะทำให้เค้าแข็งแกร่งมาตลอด
แต่ตอนนี้โรโรเนีย กลับพยายามทิ้งมันไป ทิ้งพลังที่อัลเล็ทใฝ่ฝันจะได้มาตลอด มันเป็นอะไรที่เค้าไม่มีทางให้อภัยได้
“เอาพลังนั้นมาให้ชั้นซะ!”
“ชะ ชั้นทำไม่ได้ค่ะ ไม่มีทางจะส่งมอบพลังให้กันได้หรอกค่ะ”
“หุบปาก! เอามาให้ชั้น! เอาพลังนั่นมาให้ชั้น!”
“มะ ไม่มีทางหรอกค่ะ ต่อให้วิหารหลักก็ทำเรื่องแบบนั้นไม่ได้”
“ทำไมเล่า! ส่งมาให้ชั้น!” “ใครก็ได้ขอพลังให้ชั้นเถอะ ..... ชั้นอยากจะแข็งแกร่งกว่านี้......”
ในที่สุดอัลเล็ทก็ปล่อยโรโรเนีย ทิ้งตัวลงกับพื้นและร้องไห้
“ชั้นขอโทษ..... ชั้นไม่ได้ตั้งใจ....”
ตอนนั้นเองโรโรเนียก็ร้องไห้พร้อมไปกับเค้า
ในถ้ำทั้งสองคนร้องไห้อยู่ตลอดคืน เด็กสาวที่ได้รับพลัง กลับเด็กชายที่ไม่มีวันได้รับ
ช่วงฟ้าสาง อัลเล็ทก็ขอโทษโรโรเนีย เค้ารู้ดีว่าไม่ใช่เค้าคนเดียวที่มีเรื่องเจ็บปวด มันเป็นสิ่งที่เค้าลืมไปนานแล้ว
โรโรเนียก็ขอโทษ อัลเล็ท เธอพูดสิ่งที่โหดร้าย โดยลืมนึกถึงจิตใจของเค้าไป
หลังจากนั้นทั้งสองก็กลายเป็นเพื่อนกัน เป็นระยะเวลาสั้นๆประมาณ 2 เดือน ถึงอย่างนั้นโรโรเนียก็เป็นเพื่อนไม่กี่คนที่อัลเล็ทมี
“และนั้นคือเรื่องราวทั้งหมดค่ะ”
โรโรเนียเล่าข้ามเรื่องราวที่เกี่ยวกับอัลเล็ทไปหลายส่วน ซึ่งเค้ารู้สึกขอบคุณเธอในเรื่องนั้น แม้แต่ตัวเค้าเองก็รู้สึกอายเมื่อคิดถึงพฤติกรรมต่างๆของตนเองในอดีต
“มอร่าเป็นคนแนะนำเธอให้ไปหา เอโทรเหรอ?” “ชั้นไม่ยักรู้มาก่อนว่าเธอรู้จักเอโทรด้วย” อัลเล็ทพูด
“คิดว่าคงไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวหรอกค่ะ เพียงแต่คุณเอโทรค่อนข้างมีชื่อเสียงมาก”
มีบางอย่างแปลกๆ แต่เค้าไม่รู้ว่าคืออะไร อัลเล็ทคิด
“เมี๊ยว ฮ่า ฮ่าๆ เหมือนพวกนายจะสนิทกันมากใน 2 เดือนนะ” “นี่นายคงไม่ได้หลอกฟันเธอหรอกใช่มั๊ย อัลเล็ท”
“เงียบไปเลยฮาน!” อัลเล็ทพูดพลางพลักฮาน ในขณะที่เฟรมี่มองทั้ง2ด้วยสายตาเย็นชา
ในตอนนั้นเองมอร่าก็กลับมา
“เป็นไงบ้างมอร่า”
“ชั้นไม่เห็นพวกปีศาจอยู่แถวนี้เลย ที่นี่อย่างกับหุบเขาร้าง”
อัลเล็ทไม่ได้สงสัยในคำพูดของมอร่าเลยแม้แต่น้อย
..............................................................
ประมาณ 10 นาทีก่อน มอร่ากำลังสำรวจบริเวณโดยรอบหุบเขา
ในตอนนั้นเองเธอก็พบปีศาจตัวนึงบนยอดผา มันเป็นปีศาจตัวเล็กๆลักษณะคล้ายลิง
ในขณะที่มอร่าเตรียมเข้าจู่โจม ปีศาจตนนั้นก็โดดลงต่อหน้าเธอ และมันก็ก้มลงคลาน4ขาต่อหน้าเธอ
“นี่มันอะไร?” มอร่าพึมพำ
ทันใดนั้นเองเธอก็เห็นตัวอักษรสีดำเขียนอยู่บนผิวบนแผ่นหลังของปีศาจลิงตัวนั้น
[นี่คือคำเตือน มอร่า เธอเหลือเวลาไม่มากแล้วนะ]
มอร่าจ้องมองปีศาจตนนั้นอยู่พักนึง ก่อนที่เธอจะกระหน่ำหมัดไปที่มันไม่ยั้งจนร่างมันแหลดเหลวไม่เหลือซาก
“ไม่เหลือเวลาแล้วงั้นเหรอ.... นั่นหมายความว่า...” มอร่าพึมพำ
หลังจากนั้นเธอก็ปล่อยซากของมันไว้และจากไป
.................................................................
“เธอไม่เจอพวกปีศาจแม้แต่ตัวเดียวเลยเหรอ?” อัลเล็ตถาม
“คนที่ 7 ก็ยังไม่ลงมืออะไรเลย แปลกจังน้า” ชามอสเสริม
น่าแปลกจริงๆ อัลเล็ตคิดไว้ว่า น่าจะมีกับดักรอพวกเค้าอยู่เมื่อเข้ามายังบริเวณหุบเขาปีศาจ หรือไม่คนที่7ก็อาจจะหาจังหวะลงมือระหว่างนั้น แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
“บางที่ไม่ใช่ว่าคนที่ 7 ไม่ลงมือ แต่ลงมือไม่ได้ต่างหากล่ะเมี๊ยววว” ฮานพูดขึ้น
“หมายความว่ายังไง”
“ก็นะ ตั้งแต่เราเข้ามายังเขตแดนปีศาจ เฟรมี่ก็จ้องพวกเรายังกะจะฆ่าได้ทุกเมื่อ สายตาของเธอมันสื่อประมาณว่า”ชั้นจะฆ่าทันทีถ้าใครทำอะไรน่าสงสัยล่ะก็””
อัลเล็ตมองไปที่เฟรมี่ เธอไม่ได้ปฏิเสธสิ่งที่ฮานพูด
“เธอนี่เป็นผู้หญิงที่น่ากลัวจริง ชั้นกลัวเธอจริงๆนะ เมี๊ยว” พูดจบฮานก็หัวเราะอย่างสนุกสนาน
“มอร่าข้างหน้ามีอะไรอยู่เหรอ”
“จากนี่ไปอีกประมาณ 15 นาที จะมาเนินเขาเล็กๆอยู่ ข้างหลังนั้นมีภูเขาอยู่ นั่นน่าจะเป็นเขาที่มีบริเวณที่เรียกว่า บุบผานิรันด์
 ตามที่อัลเล็ตเคยได้ยินมา บริเวณที่ถูกเรียกว่าบุบผานิรันด์นี้เป็นเขตปลอดภัย พวกเค้าน่าจะไปถึงที่นั้นได้ก่อนเที่ยงแล้วจะพักที่นั่นซักครู่ก่อนจะเริ่มเดินทางต่อ
“ชั้นขอเสนอให้ พวกเราพักกันซักหน่อยตอนที่ออกไปตรงบริเวณที่โล่งแล้ว” เฟรมี่พูด
“ไม่ต้องหรอก อีกนิดเดียวเราก็จะถึงที่ปลอดภัยแล้วเราน่าจะรีบไปที่นั่นก่อน” แต่เฟรมี่ส่ายหน้า
“ชั้นมีบางอย่างจะต้องบอกพวกนาย เร็วเท่าไรยิ่งดี มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาวและจำเป็นมาก”
“เรื่องอะไรเหรอ?”
“เกี่ยวกับโครงสร้างการสั่งการของพวกปีศาจ” คำพูดของเฟรมี่ดึงความสนใจของทุกคน
“เธอคงต้องการจะบอกเรื่อง ผู้บัญชาการทั้ง 3 ของเหล่าปีศาจสินะ” มออร่าพูดขึ้น
“ไว้เราค่อยคุยเรื่องนี้ที่ บุบผานิรันดร์ไม่ดีกว่าเหรอ มันอยู่ห่างจากนี้ไปอีกนิดเดียวเองนะ”
“ถ้าชั้นเป็นศัตรูล่ะก็ ชั้นจะวางกำลังป้องกันล้อมที่นั่นไว้ และถ้าเป็นแบบนั้นเราคงไม่มีเวลาให้คุยกันแน่” เฟรมี่พูด
“นั่นก็อาจจะเป็นไปได้ เอาเถอะยังไงเราก็ไม่น่าจะโดนจู่โจมในบริเวณที่โล่งอยู่แล้ว คุยกันที่นั่นก็คงได้”
“ถ้างั้นก็รีบไปกันเถอะ”
ฮานเดินนำทุกคนไป ตามมาด้วยชามอสและมอร่า ส่วนโกดอฟก็เดินตามไปอย่างเลื่อนลอย
และตอนที่อัลเล็ตกำลังจะออกเดินไปนั้น เฟรมี่ก็จับแขนเค้าไว้
“มีอะไรเหรอ?”
“นายรู้สึกมั๊ย?”
“หืม?”
“เค้าอยู่ที่นี่ เจ้าปีศาจนั่น” เฟรมี่พูดระหว่างที่มองขึ้นไปบนฟ้า
ทันใดนั้นภาพของปีศาจตนนั้นก็ปรากฏขึ้นมา มันคือคนที่ทำลายบ้านเกิดของเค้า ฆ่าพี่สาว และเพื่อนรักของเค้า
ทันใดนั้นใจของอัลเล็ตก็เต้นแรง ความรู้สึกหนาวยะเยือกแล่นผ่านทั้งร่าง
“ชั้นรู้ว่าเค้าอยู่ที่นี่ ถึงจะไม่รู้ว่าที่ไหน แต่เค้าอยู่แถวนี้แน่นอน ชั้นไม่มีทางลืมความรู้สึกแบบได้”
อัลเล็ตนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เฟรมี่เล่าให้ฟังเมื่อคืนก่อน เรื่องราวของหนึ่งในสามผู้บัญชาการเหล่าของปีศาจ ที่เป็นผู้สั่งการปีศาจตนอื่นๆให้ตามล่าเธอ และก็เป็นปีศาจตนเดียวกับที่ทำลายบ้านเกิดของอัลเล็ต
ความรู้สึกในใจอัลเล็ตกำลังบอกเค้าว่า ความรู้สึกแปลกๆที่เค้ารู้สึกตอนนี้ เป็นเพราะเจ้าปีศาจนั่นไม่ผิดแน่
“รีบไปเถอะ ชั้นอย่างที่ชั้นบอกเราต้องคุยกันอีกยาว”
“ก่อนหน้านั้นชั้นขอถามได้มั๊ย? เจ้าปีศาจนั่นชื่ออะไร?”
เฟรมี่มองขึ้นไปบนฟ้าและตอบว่า “ชื่อของเค้าคือ เท็กเนียว”



<จบ Chapter 1 - Part2>