แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ (Light Novel) Rokka no yuusha Vol.2 Chapter 3 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ (Light Novel) Rokka no yuusha Vol.2 Chapter 3 แสดงบทความทั้งหมด

26 มกราคม 2559

(Light Novel) Rokka no yuusha Vol.2 Chapter 3 - Part 3 (แปลไทย)

Chapter 3 – Part 3

หลังจากที่อัลเล็ต เฟรมี่ และโรโรเนีย กลับเข้ามาประชุมกันในถ้ำ ฮานและโกดอฟก็ออกจากบริเวณม่านพลังของบุบผานิรันดิ์ เพื่อไปจัดการกับพวกปีศาจที่อยู่ด้านนอก โดยมีมอร่าคอยใช้ Second Sight อยู่บริเวณถ้ำเพื่อคอยดูการเคลื่อนไหวของพวกปีศาจเพื่อบอกให้ทั้งสองคนรู้
“เมี๋ยว โกดอฟ นาย จัดการเจ้าตัวเล็กนั่นนะ ชั้นจะจัดการตัวใหญ่นั่นเอง” มอร่าได้ยินเสียงฮาน ความสามารถ Second sight ของเธอไม่จำกัดแค่การมองเห็นแต่รวมถึงเสียงด้วย
ตอนนี้พระอาทิตย์ค่อยๆลับขอบฟ้าและดวงจันทร์เริ่มปรากฏมาแทนที่ นี่เป็นค่ำคืนแรกของพวกเค้าในเขตแดนปีศาจ
ต้องเป็นคืนที่ยุ่งยากแน่ๆ มอร่าคิด เธอเห็นพวกปีศาจจำนวนมาก ที่ได้ยินเสียงการต่อสู้ของฮานและโกดอฟ และกำลังมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งนั้น
“ฮาน มี 5 ตัวกำลังมุ่งมาทางนายทางทิศตะวันตก และอีก 10 ทางทิศใต้” มอร่าบอกทั้งสองคนโดยใช้เสียงสะท้อนแห่งขุนเขา เธอควบคุมระยะของเสียงให้อยู่ในบริเวณที่มีแค่ฮานและโกดอฟได้ยินเท่านั้น พวกปีศาจจะไม่ได้ยินเสียงของเธอ
“โกดอฟ จัดการตัวนั้นเสร็จแล้ว รีบไปทางเหนือกัน ขืนอยู่ที่นี่ต่อเราโดนล้อมแน่”
พริบตาต่อมาพวกปีศาจบริเวณก็ถูกกำจัดจนหมด และฮานกับโกดอฟก็หนีไปแล้ว
ถ้าเป็นแบบนี้คงไม่ต้องห่วงเท่าไร มอร่าคิดระหว่างที่ยังคอยเฝ้าดูรอบๆ
ทันใดนั้นเธอก็เห็นอะไรบางอย่าง ชามอสเอาหญ้าหางจิ้งจอกล้วงเข้าไปในคอและอาเจียนเอาจูม่าออกมาจำนวนหนึ่ง
“นี่เธอจะทำอะไรน่ะ ชามอส?”
“ชามอสไม่ต้องการความช่วยเหรอของป้า ชามอสจัดการเองได้”
มอร่าเห็นพวกจูม่าออกไปจากม่านพลังของบุบผานิรันดิ์ หลังจากนั้นพวกมันก็ไปจับพวกสัตว์ป่าเล็ก เช่น กระต่าย กระรอก และหนูป่า และนำกลับมาให้ชามอส
“ดีมากๆ ทุกคนเป็นเด็กดี” ชามอสพูดพลางลูบหัวพวกจูม่าที่กลับมา หลังจากนั้นเธอก็เริ่มกัดพวกสัตว์ที่จับมาได้ จนทั่วบริเวณนั้นถูกย้อมไปด้วยเลือด เธอค่อยๆกลืนพวกมันเข้าไปในท้องของเธอ
“....นี่เธอทำไรของเธอนะ”
มอร่าไม่เข้าใจว่าชอมอสคิดจะทำอะไรอยู่ แต่เธอก็คิดว่าชามอสคงรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร เธอจึงปล่อยให้เธอทำอย่างที่อยากทำ
ระหว่างนั้นข่าวเรื่องที่ฮานและโกดอฟกำลังต่อสู้กับพวกปีศาจก็เริ่มกระจายออกไป มอร่าได้ยินเสียงของพวกปีศาจที่พูดได้เริ่มคุยกันเรื่องนี้
“พวกมันเคลื่อนไหวแล้ว”
“พวกมันคิดจะหนีเหรอ?”
“ไม่ๆ มันมากันแค่ 2 คน”
นี่เป็นโอกาสที่เธอจะรู้แผนของพวกปีศาจ เธอจึงต้องตั้งใจฟังทุกสิ่งที่พวกมันพูดทุกอย่างแม้ว่าจะต้องคอยฟังอยู่ทั้งคืนก็ตาม
“ว่าแต่เท็กเนียวไปไหนนะ” มอร่าพูดกับตัวเอง
เธอใช้ความสามารถของเธอมองทั่วหุบเขาหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีวี่แววของเท็กเนียว ที่จริงไม่มีแม้แต่วี่แววว่ามีปีศาจตัวไหนกำลังรับคำสั่งจากมัน
นี่แกอยู่ที่ไหน และทำอะไรอยู่นะ มอร่าคิด
“อย่าปล่อยให้มันหนี!”
“มันมีแค่ 2 คน แค่ฮาน กับ โกดอฟ”
ไม่มีชื่เท็กเนียวหลุดออกมากจากพวกปีศาจ
ไม่มีทางที่สถานการณ์แบบนี้จะมีมีกับดักรออยู่ เท็กเนียวต้องวางแผนอะไรบางอย่างอยู่แน่ๆ หรือบางที่มันอาจจะพึ่งเตรียมการเสร็จ
ตอนนั้นเองที่โรโรเนียเดินมาด้านหลังมอร่า
“มอร่าซัง ขอเวลาซักครู่ได้มั๊ยคะ” เธอพูดและจับสนับมือของมอร่าขึ้นมาเลีย 2-3 ครั้ง
ระหว่างที่มอร่าช๊อคกับสิ่งที่เกิดขึ้น “ชั้นเข้าใจละค่ะ!” โรโรเนียพูดแล้วก็เดินกลับเข้าไปในถ้ำ
พวกนั้นกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย? มอร่าคิดระหว่างที่เอียงคอด้วยความสงสัย
.....................................................................................
“เป็นไงมั่ง?” อัลเล็ตถามเมื่อเห็นโรโรเนียเดินกลับมา
“สนับมือของมอร่าซังมีเลือดของเท็กเนียวติดอยู่นิดหน่อยค่ะ”
“แล้วเธอได้อะไรเพิ่มเติมมั๊ย” เฟรมี่ถามบ้าง
“เท่าที่ชั้นรู้ตอนนี้คือ เลือดของเท็กเนียว มีส่วนผสมของเลือดของเซ้นบนอยู่ค่ะ”
“เข้าใจล่ะ”
แสดงว่าพิษได้กระจายเข้าไปในร่างเท็กเนียวแล้ว ดังนั้นตัดประเด็นที่ว่าเล็บแห่งเซ้นเกิดข้อผิดพลาดออกไปได้
“โรโรเนียเธอสามารถตรวจสอบส่วนประกอบของร่างกายเท็กเนียวจากเลือดได้ใช่มั๊ย?”
“ค่ะ ส่วนใหญ่นะคะ”
“ในร่างของมันมีแก่นกลางอยู่มั๊ย?”
“ค่ะ ชั้นมั่นใจว่ามีค่ะ”
“มีอยู่กี่อันงั้นเหรอ?”
“อันเดียวเท่านั้นค่ะ”
อัลเล็ตขมวดคิ้ว
“น่าเสียดายที่ชั้นไม่รู้จริงๆว่าทำไมเลือดของเซ้นถึงไม่มีผล อัลคุง ชั้นขอโทษ ชั้นควรจะพยายามมากกว่านี้แต่...”
โรโรเนียพูดพลางไหล่ตก
“เธอพูดอะไรของเธอน่ะ? อีกนิดเดียวพวกเราก็จะไขปริศนาได้แล้วนะ ไม่มีทางที่ชายที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกจะไขปริศนานี้จากข้อมูลที่เรามีอยู่ไม่ได้หรอก”
แน่นอนว่าอัลเล็ตแสร้งพูดไปแบบนั้นเอง เพราะจริงๆแล้วเค้าก็กังวลเรื่องนั้นเหมือนกัน เค้ารู้สึกขอบคุณความพยายามของโรโรเนียแต่ ณ ตอนนี้เค้าก็ยังคงไม่สามารถไขปริศนาของ เท็กเนียวได้
อัลเล็ตคิดทฤษฏีขึ้นมาได้หลายทฤษฏีเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น อาจจะมีปีศาจประเภทแบ่งร่าง ที่สามารถแยกร่างออกเป็นหลายๆร่างได้ ถ้าเท็กเนียวเป็นประเภทนั้น มันอาจจะแยกร่างเอาไว้ก่อนและซ่อนแก่นกลางของตัวเองไว้ในร่างอื่น ดังนั้นร่างที่มาสู้กับพวกเค้าจึงไม่มีแก่นกลาง ดังนั้นถ้าไม่มีแก่นกลางเลือดของเซ้นจึงไม่เป็นผล
แต่ว่าการวิเคราะของโรโรเนียก็ล้มล้างทฤษฏีนี้ไป เธอยืนยันว่าร่างของเท็กเนียวมีแก่นกลางอยู่ และยิ่งกว่านั้นเท็กเนียวไม่ใช่ปีศาจที่สามารถแบ่งร่างได้
จริงๆทฤษฏีนี้ก็ไม่สมเหตุสมผลตั้งแต่แรกแล้ว เพราะร่างที่ปีศาจประเภทแบ่งร่างได้แบ่งออกมา จะเป็นแค่ปีศาจระดับต่ำประเภทสัตว์หรือปรสิต ซึ่งห่างไกลจากร่างของเท็กเนียวที่สู้กับพวกเค้าโดยสิ้นเชิง
อีกทฤษฏนึงก็คือ เท็กเนียวได้รวมส่วนต่างๆของปีศาจตัวอื่นๆที่ยังมีชีวิตอยู่ไว้ ดังนั้นแต่ละส่วนของร่างกายจะมีแก่นกลางของตัวเอง ดังนั้นถึงส่วนไหนจะโดนพิษจากเลือดของเซ้นตายไปส่วนอื่นก็ยังมีชีวิตอยู่ได้
แต่ก็อีกนั่นล่ะที่โรโรเนียยืนยันว่า เท็กเนียวมีแก่นกลางแค่อันเดียว ดังนั้นทฤษฏีนี้จึงต้องล้มไปอีกเช่นกัน
หรือบางทีโรโรเนียอาจจะวิเคราะผิดพลาด แต่สำหรับเค้าแล้วโรโรเนียที่เค้ารู้จักซึ่งเป็นคนที่ขี้อายและไม่กล้าแสดงออก คนแบบเธอไม่กล้าพูดอะไรที่เธอไม่แน่ใจแน่นอน ดังนั้นเค้าจึงเชื่อคำพูดของเธอเชื่อถือได้
“เท็กเนียวไม่ใช่พวกที่แบ่งร่างได้และก็ไม่ได้เกิดจากปีศาจหลายตัวรวมกัน... อัลเล็ต นายคิดอะไรออกอีกมั๊ย?” เฟรมี่ถาม ดูเหมือนเธอก็จะคิดทฤษกีเดียวกับเค้าเช่นกัน
อัลเล็ตส่ายหน้า
“ชั้นไม่เข้าใจเลย สมมุติว่าที่โรโรเนียพูดถูกต้องทั้งหมด ก็แสดงว่าเท็กเนียวไม่มีความสามารถอะไรที่ปิดซ่อนเอาไว้เลยสิ” เฟรมี่พูดต่อ
“ชั้นขอโทษค่ะ” โรโรเนียพูด
เธอไม่จำเป็นต้องขอโทษซะหน่อย อัลเล็ตคิด
“โรโรเนียเธอช่วยออกไปก่อน ซักครู่ได้มั๊ย?”
“คะ?”
สิ่งที่เฟรมี่บอกทำให้อัลเล็ตและโรโรเนียงุงงง
“เร็วสิ”
“อะ ค่ะ ชั้นจะออกไปแล้วค่ะ ขอโทษด้วย” โรโรเนียพูดพลางรีบเดินออกไปจากถ้ำ
เฟรมี่มองเธอจนเห็นว่าเธอออกไปจากระยะที่จะได้ยินแล้ว
“เธอทำอะไรน่ะเฟรมี่?”
“นายเชื่อที่โรโรเนียพูดมั๊ย?” เฟรมี่ถามพลางจ้องไปที่อัลเล็ต
“แน่นอนสิ เธอคือกุญแจสำคัญในการไขปริศนาของเท็กเนียวนะ”
“คนที่ 7 จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเท็กเนียว นายเป็นคนบอกเองนะ เป็นไปได้มั๊ยว่าโรโรเนียอาจจะพยายามหลอกเราให้หลงทาง”
“ไม่มีเหตุผลที่จะติดแบบนั้น”
“ชั้นกำลังพูดว่ามันก็เป็นไปได้”
“ชั้นก็คิดถึงความเป็นไปได้อยู่ แต่ตราบใดที่ยังไม่ชัดเจนว่าโรโรเนียคือศัตรู เธอต้องเชื่อใจเค้า”
“นายนี่มันไม่ระวังตัวเลยจริงๆ!” เฟรมี่ตะโกน ทันใดนั้นเธอก็เหลือบไปเห็นโรโรเนียแอบมองเข้ามาจากข้างนอก เธอทำมือไล่ให้โรโรเนียออกไป “นายต้องระวังตัวให้มากกว่านี้ และคอยระวังคนอื่นๆด้วย ไม่งั้นไม่ช้าก็เร็วนายจะต้องโดนหลอกและถูกฆ่าแน่ ถ้ายังทำตัวแบบนี้”
“ถ้าคนที่ 7 จะมาฆ่าชั้นก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ชั้นเป็นชายที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกนะอย่าลืมสิ”
หน้าของเฟรมี่เต็มไปด้วยความโกรธปนเศร้า แต่อัลเล็ตก็ไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่กันแน่
“นายน่ะไม่ได้แข็งแกร่งที่สุดในโลกหรอก”
“เธอหมายความว่าไง?”
“นายอ่อนแอกว่าชั้นซะอีก ไม่สิในทั้ง 7 คนน่ะ นายอ่อนแอที่สุดแล้ว! ทิ้งทิฐิบ้าๆนั่นแล้วยอมรับความจริงได้แล้ว!”
เค้าคือคนที่แข็งแกร่งที่สุด นั่นคือสิ่งที่อัลเล็ตเชื่อมั่น ถ้าปราศจากความเชื่อนี้แล้ว ตัวเค้าก็จะไม่เป็นตัวเค้าอย่างทุกวันนี้อีกต่อไป
“ชั้นคือชายที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก และชั้นจะจัดการกับจอมมารให้ได้ ชั้นไม่กลัวคนที่ 7 หรอก ไม่ว่าเธอหรือใครก็ตาม ชั้นจะปกป้องเอง”
ไม่มีคำพูดจากเฟรมี่ เธอเพียงส่ายหน้าอย่างเศร้าๆ
“ชั้นก็มีอะไรอยากบอกเธอเหมือนกัน เชื่อในตัวพวกพ้องให้มากกว่านี้หน่อย เหมือนกับว่านอกจากชั้นแล้วเธอเห็นคนอื่นเป็นศัตรูหมดเลย” อัลเล็ตพูดต่อ
“ใช่ ชั้นคิดว่าคนอื่นๆเป็นศัตรู ตราบใดที่เรายังไม่รู้ว่าศัตรูที่แม้จริงคือใคร ชั้นผิดเหรอ?”
“ผิดสิ พวกเราต้องเชื่อใจกัน ถ้าพวกเราไม่ร่วมมือกันพวกเราจะไม่มีทางกำจัดจอมมารได้ และยิ่งเราแตกคอกันมากเท่าไร คนที่7ก็จะได้เปรียบเรามากขึ้นเท่านั้น”
เฟรมี่จ้องไปที่อัลเล็ตโดยไม่โต้ตอบ
“ไม่ล่ะ พอกันทีกับความเชื่อใจ”
“นี่เธอ....”
“ชั้นอยากจะฆ่าทุกๆคนยกเว้นนายเดี๋ยวนี้ ถ้านายยอมให้ชั้นทำ ถ้าทำแบบนั้นเราก็ไม่ต้องห่วงเรื่องคนที่ 7”

“เฟรมี่!”
หลังเหตุการณ์ที่ต่อสู้กับนาเชทาเนีย เค้าคิดว่าสามารถสื่อใจถึงเธอได้แล้ว แต่บางทีเค้าอาจจะคิดผิด ณ ตอนนี้เค้ารู้สึกว่ามีช่องว่างขนาดใหญ่ขั้นกลางระหว่างเค้ากับเธออยู่
อัลเล็ตพยายามให้ทุกคนเข้าใจกันและเชื่อใจกัน แต่ดูเหมือนสิ่งนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ สำหรับเฟรมี่ และนั่นทำให้เค้ารู้สึกเจ็บปวด
“โรโรเนีย กลับเข้ามาได้แล้ว มาช่วยกันคิดเรื่องของเท็กเนียวต่อเถอะ” อัลเล็ตตะโกนเรียกโรโรเนียด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“เป็นอะไรไปเหรออัลคุง เธอดูหงุดหงิดนะ”
“ก็แค่คุยอะไรไร้สาระน่ะ เสียเวลาจริงๆ”
เฟรมี่ไม่ตอบสนองต่อคำพูดอัลเล็ต เธอได้แต่ก้มหน้ามองพื้นเงียบๆ
หลังจากนั้นทุกคนก็กลับมานั่งล้อมวงกันอีกครั้ง
“โรโรเนีย เท็กเนียวไม่มีความสามารถอื่นอีกจริงๆเหรอ?” อัลเล็ตถาม
“ค่ะชั้นมั่นใจ ถ้ามีชั้นต้องตรวจสอบได้จากเลือดแล้วค่ะ”
“หรือก็คือความสามารถของเท็กเนียวก็คือ ความแข็งแกร่ง ความอึด การฟื้นตัว การตอบสนอง ความยืดหยุ่น และพลังสายตาที่เหนือมนุษย์ หลักๆก็มีแค่นี้ค่ะ”
ถ้างั้นก็แปลว่าเท็กเนียวไม่มีความสามารถที่ทำให้เลือดของเซ้นไร้ผล
“งั้นทำไมเลือดของเซ็นถึงไม่มีผลกับเท็กเนียวล่ะ? หรือเป็นไปได้มั๊ยว่ามีใครบางคน ใช้พลังบางอย่างช่วยเท็กเนียวอยู่” อัลเล็ตถาม
“แต่ตอนนั้นเราก็เห็นว่ามีแค่เท็กเนียวคนเดียวนะคะ”
“บางทีใครคนนั้นอาจจะซ่อนอยู่ใต้ดินก็ได้ คนๆนั้นอาจจะเป็นพวกปีศาจ หรืออาจจะเป็นเซ้น....”
“เซ้นเหรอคะ?” โรโรเนีบพูดด้วยน้ำเสียงตกใจ
“ใช่เราต้องมองถึงความเป็นไปได้นี้ด้วย นาเชทาเนียก็ทรยศเราไปแล้ว ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่ายังมีเซ้นคนอื่นอีกที่เข้ากับฝ่ายจอมมารอีก”
“ก็จริงค่ะ แต่ว่า....”
เฟรมี่ถอนใจ “เฮ้ออ หน้าที่ดูแลพวกเซ้นเป็นของมอร่าไม่ใช่เหรอ? ทำไมเธอปล่อยให้หลุดรอดไปได้นะ?”
“มะ ไม่ใช่ความผิดของมอร่าซังหรอกค่ะ”
“ชั้นไม่ได้โทษเธอ ชั้นแค่บ่นเฉยๆ”
คำพูดที่เย็นชาของเฟรมี่ทำให้โรโรเนียใหล่ตก
“อาจจะเป็นความผิดของชั้นเองค่ะ”
“ทำไมล่ะ?”
“มีช่วงนึงที่มอร่าซัง ต้องพักงานที่วิหารหลักเพื่อมาคอยฝึกสอนชั้นอยู่นานน่ะค่ะ เพราะชั้นไม่เอาไหน และอาจจะเป็นเพราะแบบนั้นก็ได้ ถ้าชั้นมีความสามารถกว่านี้ล่ะก็...”
“เธอเอาแต่พูดว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นความผิดของเธออยู่ได้ พอได้แล้วมันน่ารำคาญ”
“ขะ ขอโทษค่ะ” โรโรเนียตัวหดลงยิ่งกว่าเดิม
หลังจากนั้นแม้ทั้งสามจะคุยกันต่ออีกพักใหญ่ และแม้ทั้งสามจะใช้ความรู้ที่ตัวเองมีทั้งหมด แต่ก็ยังไม่สามารถได้ข้อสรุปของปริศนาที่ว่าทำไมเลือดของเซ้น จึงไม่มีผลกับเท็กเนียว
..............................................................................
การต่อสู้ทางด้านของฮานและโกดอฟยังคงดำเนินต่อไป และด้วยการประสานงานกับมอร่า พวกเค้าสามารถจัดการพวกปีศาจไปได้ประมาณ 20 ตัวแล้ว
“โกดอฟอยู่ตรงนั้น!”
“ฮาน แกต้องตายยยยยยยย”
พวกปีศาจร้องตะโกนขณะพยายามจะล้อมทั้งสองคน
เมื่อเห็นดังนั้นมอร่าจึงบอกพวกเขาด้วย เสียงสะท้อนแห่งขุนเขา
“ฮาน นายกำลังจะถูกล้อมแล้วนะ รีบวิ่งไปจนถึงยอดเขาแล้วเปลี่ยนเส้นทางไปทางตะวันออก”
“อืม เมี๋ยวว โกดอฟ รีบหนีกันเถอะ ตามชั้นมาเมี๊ยว”
ทั้งสองจัดการพวกปีศาจที่ขวางทางและมุ่งไปตามที่มอร่าบอก
ความแข็งแกร่งของฮานนั้นน่าทึ่ง ถ้าไม่นับชามอสแล้ว เค้าคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเธอแน่นอน แต่ที่เหนือกว่าความแข็งแกร่งทางร่างกายของเค้าคือ ความสามารถในการวิเคราะห์สถาณการณ์ที่แม่นยำ
จริงอยู่ว่ามอร่าเองคอยช่วยเหลือพวกเค้าอยู่ แต่ว่าตามปรกติแล้วมันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่พวกเค้าจะสู้โดยไม่ถูกล้อมไปได้ตลอด แล้วยิ่งตอนกลางคืนแบบตอนนี้ที่ไร้ซึ่งแสงสว่างที่จะมองเห็นทางได้แบบนี้ แต่ถึงแบบนั้นฮานก็สามารถวิเคราะห์และหาทางหนีทีไล่ได้อย่างไม่มีปัญหา
ส่วนโกดอฟก็แข็งแกร่ง เค้าทำตามคำแนะนำของฮานและก็ต่อสู้ได้อย่างสบายๆ ตราบใดที่ทั้งคู่ยังเป็นแบบนี้คงไม่มีไรที่เธอต้องห่วงนัก
“โกดอฟ ถ้านายเหนื่อยก็บอกนะ เมี๊ยว นายยังสู้ไหวใช่มั๊ย?”
โกดอฟไม่ได้ปฎิเสธ แต่เค้าก็ไม่ได้ตอบสนองอะไรดังเช่นทุกที เค้ายังดูมืดมนและสิ้นหวังเหมือนเดิม
“ฮาน พอนายเสร็จจากตรงนี้ช่วยไปดูบริเวณรอบนอกภูเขาให้หน่อยได้มั๊ย ความสามารถของชั้นมองเก็นได้แค่ภายในบริเวณภูเขาน่ะ”
“เมี๊ยว”
ฮานและโกดอฟขึ้นไปบนยอดเขาและสำรวจบริเวณรอบนอกภูเขา
“ชั้นไม่เห็นอะไรผิดปรกตินะ ไม่มีวี่แววว่าจะมีกำลังเสริมหรืออะไรมาเลย”
“งั้นเหรอ เข้าใจล่ะ ขอบใจมาก กลับไปลุยต่อได้แล้วล่ะ”
มอร่ากำลังร้อนรน เธอยังไม่เห็นวี่แววของเท็กเนียวเลยในตอนนี้
นี่แกทำอะไรอยู่กันเนี่ย? มอร่าคิด
เท็กเนียว คนที่ 7 ทำไมทั้งคู่ไม่เคลื่อนไหวอะไรเลยนะ แล้วที่บอกว่าเหลืออีกแค่ 2 วันมันหมายความว่ายังไงกันแน่? คำถามต่างๆยังคงปรากฏขึ้นในหัวเธอแต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบ
มอร่านั้นมีเรื่องที่กลัวอยู่เรื่องนึง มันเป็นเรื่องที่หลอกหลอนอยู่ภายในใจเธอตั้งแต่ที่พวกเค้าติดอยู่ในป่าหมอกลวงตา
คนที่ 7 รู้มั๊ยว่าเธอทำสัญญาลับไว้กับเท็กเนียว? จริงอยู่ว่าเท็กเนียวสาบานว่าจะไม่บอกใครทั้งสิ้น แต่ถ้าเกิดมีคนแอบได้ยินเหตุการณ์นั้นล่ะ ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็แย่แน่ๆ
ในสัญญานั้นเธอรับปากไว้ว่าจะฆ่าใครคนหนึ่งในหกบุบผา ถ้าคนอื่นๆรู้เรื่องนี้ล่ะก็ พวกเค้าจะต้องมุ่งเป้ามาที่เธอแน่นอน บางทีเฟรมี่คงฆ่าเธอทันทีที่รู้ด้วยซ้ำ และถึงแม้เธอจะไม่ถูกฆ่าก็คงไม่มีใครเชื่อใจเธออีกแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นเธอก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้สถานการณ์ภายในป่าหมอกแย่ลง เมื่อรวมเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วไม่แปลกเลยที่จะไม่มีใครไว้ใจเธออีกต่อไป และนั่นจะเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับคนที่ 7
แต่ถึงกระนั้นตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าสัญญาลับของเธอจะถูกเปิดเผย นอกจากเฟรมี่แล้วดูเหมือนจะไม่มีใครสงสัยเธอมากนัก
ทั้งคนที่ 7 ทั้งเท็กเนียว พวกแกวางแผนอะไรอยู่นะ... มอร่าคิด
“มอร่าเราต้องไปทางไหนต่อน่ะ? นี่เธอหลับเหรอ?” ฮานตะโกนถามจะบริเวณยอดเขา
มอร่าได้สติอีกครั้ง และกลับมาตรวจสอบสถาณการณ์ปัจจุบัน
“พอลงจากเขาแล้วให้มุ่งหน้าไปทางใต้ ตรงนั้นมีปีศาจอยู่นิดหน่อย”
“ok เมี๋ยว”
ตอนนั้นเองที่มีความคิดแว่บหนึ่งเข้ามาในความคิดเธอ แต่เธอก็รีบลบความคิดนั้นออกไปจากหัว
หรือว่า... ไม่จริงน่า ชั้นคือคนที่ 7 เหรอ...

.............................................................................................
พวกอัลเล็ตคุยกันอยู่เป็นเวลาประมาณ 2 ชม. แต่ยิ่งนานขึ้นเท่าไรไอเดียต่างๆก็ยิ่งน้อยลงตามไปด้วย
พวกปรึกษากันถึงทุกความเป็นไปได้ ที่เป็นเหตุให้พิษจากเลือดของเซ้นไม่เป็นผลต่อเท็กเนียว
พวกเค้าพยายามช่วยกันคิดว่าเท็กเนียวซ่อนความสามารถอะไรไว้ แต่ว่าข้อมูลที่เฟรมี่บอกก็มีน้อยเกินกว่าที่จะอ้างอิงอะไรได้
ในที่สุดทั้งสามก็นั่งมองหน้ากันอย่างผิดหวัง
“บางทีพวกเราอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดกันใหม่” ทันใดนั้นอัลเล็คก็พูดขึ้น
“ยังไงล่ะ?”
“เราไม่ควรจะมานั่งหาว่าเท็กเนียวใช้ความสามารถอะไรถึงป้องกันพิษของเซ้นได้ แต่เราน่าจะมองหาพฤติกรรมที่ปิดปรกติของเท็กเนียวมากกว่า”
เฟรมี่และโรโรเนีย ช่วยกันคิดตามข้อเสนอของอัลเล็ต
“ท่าทีที่แปลกๆของเท็กเนียวเหรอ มันก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนะ เค้าโผล่มาจากพื้น พูดทักทายพวกเรา และก็พูดจาดูมีลับลมคมใน”
อือตามที่พูดมาเลย อัลเล็ตคิด
“เฟรมี่ มีอะไรมั่งมั๊ยที่เท็กเนียวชอบทำเป็นประจำ?”
“การทักทาย เป็นพื้นฐานของชีวิต เค้าสอนชั้นแบบนั้น ถ้าพวกปีศาจใต้บังคับบัญชาเค้าไม่ยอมพูดทักทายล่ะก็เค้าจะโกรธมาก”
อย่างนี้เองสินะ อัลเล็ตคิด
“แล้วปากที่หน้าอดคืออะไรเหรอ? เป็นที่เก็บของอะไรแบบนั้นรึเปล่า?”
“ใช่ เค้าใช้มันเก็บของไว้หลายอย่างเลย”
“เช่นอะไรบ้างล่ะ?”
“ก็พวก กระดาษจดบันทึก เครื่องใช้ต่างๆ เข็มทิศ แผนที่ ..... พวกของเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆที่มนุษย์สร้าง ของเล่น และก็ขนม” เฟรมี่ตอบ
“เหมือนเค้าจะใส่แต่ของใช้ทั่วๆไปนะคะ” โรโรเนียพูด
ตอนนั้นเองที่อัลเล็ตนึกถึงพฤติกรรมแปลกของเท็กเนียวที่เค้าเคยสงสัย
“ทำไม เท็กเนียวถึงต้องกินผลมะเดือล่ะ?”
“หืม?”
“ก็จริงๆแล้วปีศาจไม่จำเป็นต้องกินอะไรมากไม่ใช่เหรอ? งั้นทำไมเท็กเนียวถึงกินอะไรอยู่ตลอดเลยล่ะ?”
“เท็กเนียว ออกจะแปลกกว่าปีศาจอื่นๆน่ะ เค้าบอกว่าเค้าค่อนข้างจะหิวบ่อยกว่าปรกติ”
“จริงเหรอ โรโรเนีย?”
“หิวบ่อยเหรอ? ชั้นก็ไม่รู้ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ”
อัลเล็ตนึกย้อนไปเมื่อ 8 ปีก่อน ตอนที่เท็กเนียวมายังหมู่บ้านของเค้า ตอนนั้นบนโต๊ะอาหารของเท็กเนียวก็มีอาหารมากมายวางอยู่ ทำไมเป็นแบบนั้นนะ? อัลเล็ตคิด
“ผลมะเดื่อนั่นต้องมีความลับอะไรอยู่แน่”
“มะเดืองั้นเหรอ?”
“นี่ ปรกติแล้วเท็กเนียวกินอะไรน่ะ?”
“ก็ทุกอย่างน่ะล่ะ มนุษย์ สัตว์ ผัก ผลไม้ แต่เค้าชอบกินผลไม้มากกว่า เค้าให้มนุษย์ที่เค้าจับตัวมาปลูกมันแล้วเค้าก็เก็บมันไว้ในหน้าอกตลอดเวลา”
“หมอนั่นชอบกินผลไม้เหรอ?”
“จากเลือดที่ชั้นวิเคราะห์ได้ เค้าก็กินอะไรหลายอย่างคะ”
“เค้ากินมะเดื่อ เนื้อสัตว์ พืช และก็......” โรโรเนียลังเลนิดหน่อยก่อนจะพูดต่อ “เค้ากินปีศาจด้วยกันด้วยค่ะ”
อัลเล็ตตกใจที่ได้ยินเช่นนั้น แต่เฟรมี่ทำเหมือนเป็นเรื่องปรกติ
“ใช่ เค้ากินพวกเดียวกันด้วย เค้าจะกินพวกที่ไร้ประโยชน์ และพวกที่ต้องสงสัยว่าเป็นสายของโดซซุ เค้าบอกว่ามันช่วยเสริมกำลังให้เค้า”
“หมอนั่น กินพวกเดียวกันเนี่ยนะ นี่มันบ้าชัดๆ”
ปีศาจที่กินจุงั้นเหรอ? ก็แปลกอยู่หรอก แต่มันหมายความว่ายังไงนะ? อัลเล็ตไม่รู้จะเริ่มปะติดปะต่อเรื่องจากตรงไหนก่อนดี แต่การที่เท็กเนียวหยิบผลมะเดื่อขึ้นมากินระหว่างต่อสู้ก็เป็นอะไรที่ผิดปรกติจริงๆน่ะล่ะ
“อือ....อ แต่ในบันทึกของผู้กล้ารุ่นก่อนก็ไม่ได้พูดเกี่ยวกับเท็กเนียวว่ากินจุเลยนี่นะ.....” อัลเล็ตพูดออกมาเบาๆ
“บันทึกของผู้กล้างั้นเหรอ?” เฟรมี่ถาม พลางเอียงคอด้วยความสงสัย
“เธอไม่เคยอ่าน บันทึกสงครามของ บาร์น เหรอ? มันคือบันทึกที่บาร์น หนึ่งในผู้กล้าหกบุบผารุ่นแรกที่รอดชีวิตจากสงครามครั้งแรกได้บันทึกเอาไว้”
“ไม่นะ ชั้นไม่เคยได้ยินเลย ว่าแต่ในนั้นมีพูดถึงเรื่องของเท็กเนียวด้วยเหรอ?”
อัลเล็ตพยักหน้า บันทึกสงครามของบาร์น เป็นสิ่งที่ผู้ที่หวังจะเป็นผู้กล้าหกบุบผาทุกคนจะต้องรู้จัก
“ชั้นก็เคยอ่านค่ะ” โรโรเนียยกมือ
“จอมกษัตริย์ ฟูเมอร์ สุดยอดไปเลยนะ ยิ่งตอนที่เค้าสู้ตัวต่อตัวกับโซเพรียเนี่ยสุดยอดเลย” อัลเล็ตพูด
“แต่คนที่ชั้นชอบที่สุดคือ พีรูคซัง เซ้นแห่งไฟค่ะ อือ....อ ถึงแม้เธอจะเป็นคนแรกที่เสียชีวิตก็เถอะ...”
จากนั้นทั้ง 2 คนก็เริ่มพูดคุยเรื่องตำนานอย่างสนุกสนานจนกระทั่งเฟรมี่ขัดขึ้น
“นี่ สรุปแล้วในบันทึกพูดถึงเท็กเนียวว่ายังไงน่ะ?”
“จริงๆแล้ว ในบันทึกก็ไม่ได้ระบุชื่อเอาไว้หรอกนะ แต่ว่าไหนหมู่สมุนของราชาปีศาจโซเพรีย(Zophrair) มีปีศาจตัวหนึ่งที่ลักษณะเหมือนกับเท็กเนียวเลยน่ะ”
“ราชาปีศาจโซเพรียงั้นเหรอ?”
อัลเล็ตแปลกใจพอสมควรที่ เฟรมี่ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เหมือนกัน
“โซเพรียเป็นปีศาจที่มีบทบาทสำคัญในสงครามครั้งแรกของเหล่าหกบุบผา เค้าเป็นผู้บัญชาการพวกปีศาจหนึ่งเดียวในตอนนั้น เป็นรองแค่เพียงจอมมาร บาร์นผู้เขียนได้ให้สมญานามไว้ว่า “ราชาปีศาจ” ”
“ชั้นไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนะ”
“ตามบันทึกกล่าวว่า เหล่าหกบุบลอบเข้าไปในเขตแดนปีศาจทางเรือ และก็ทำการโจมตีฉับพลัน ณ บริเวณที่เรียกว่าดินแดนแห่งหยาดโลหิต ที่นั่นเองที่พวกเค้าได้เจอกับ ราชาปีศาจโซเพรีย และสมุนทั้ง 22 ตน
“โซเพรียนั้นมีปีกของนกแก้ว และมีร่างกลายคล้ายกับแมวผสมกับนก บาร์นซึ่งเป็น ผู้เขียน บรรยายเอาไว้ว่า มันเป็นสิ่งที่งดงามที่สุดที่เค้าเคยเห็น”
“นายนี่รู้ดีจังนะ”
“ก็ชั้นอ่านบันทึกนี้ซ้ำไปซ้ำมาจนจำได้ทุกคำแล้วล่ะ เอาล่ะตามที่บันทึกกล่าวไว้ โซเพรียมีความสามารถที่พิเศษไม่เหมือนปีศาจตัวอื่นๆ บาร์นเรียกมันว่า ความสามารถในการควบคุมปีศาจ”
“ความสามารถนี้มันทำอะไรได้งั้นเหรอ?”
“เป็นพลังที่ควบคุมปีศาจตัวอื่นๆ ตรงตามชื่อนั่นล่ะ”
“เหล่าสมุนของโซเพรียเข้าต่อสู้กับเหล่าบุบผาได้อย่างยอดเยี่ยม ทุกตัวโจมตีประสานกันได้อย่างไร้ที่ติ โดยไม่ต้องสื่อสารกันแม้แต่น้อย ที่จริงไม่แม้แต่มองกันด้วยซ้ำ นอจากนี้ทุกครั้งที่หนึ่งในพวกสมุนของโซเพรียถูกฆ่ามันจะคืนชีพขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ดังนั้นตราบใดที่โซเพรียยังอยู่ พวกมันจะไม่มีวันตาย”
“พลังในการควบคุมงั้นสินะ.......”
“โซเพรีย ไม่ได้สั่งการพวกสมุนด้วยคำพูด แต่ควบคุมพวกนั้นโดยตรง พูดง่ายๆคือสมุนทั้ง 22 เปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของร่างกายของโซเพรีย”
“ตามบันทึกล่าวว่า โซเพรียต้องแบ่งส่วนหนึ่งของร่างกายของตน ให้แก่สมุนแต่ละตัวเพื่อที่จะได้สามารถควบคุมเหล่าสมุนได้ แต่ว่านี่ก็เป็นแค่การคาดการณ์ของบาร์นผู้เขียนเท่านั้นล่ะนะ”
“แล้วอีกอย่างนึงคือ ดูเหมือนโซเพรียจะมีอีกความสามารถหนึ่งคือ มันสามารถทำให้พวกปีศาจที่อยู่ภายใต้การควบคุมแข็งแกร่งขึ้นได้”
“ตามบันทึกกล่าวว่า เมื่อโซเพรียถูกกำจัด เหล่าสมุนของเค้าก็อ่อนแอลงทันทีค่ะ” โรโรเนียพูดเสริม
“แล้วตกลงเรื่องราวเป็นยังไงต่อ?”
“เหล่าบุบผาจึงให้ 3 คน ต่อสู้กับโซเพรีย ส่วนที่เหลือให้รีบมุ่งหน้าไปจัดการกับจอมมาร”
“ภายหลังเมื่อจอมมารถูกกำจัดแล้ว โซเพรียได้ท้าจอมกษัตริ ฟูเมอร์ เพื่อสู้กันตัวต่อตัว ซึ่ง ฟูเมอร์ก็รับคำท้า ผลการตาสู้จบลง โดยที่ทั้งสองสู้กันจนเสียชีวิตทั้ง 2 ฝ่าย”
“......”
“แต่บันทึกของหกบุบผารุ่นที่ 2 ไม่ได้มีการกล่าวถึงโซเพรียเอาไว้เลย จริงแล้วไม่มีแม้แต่ปีศาจที่มีความสามารถแบบเดียวกันด้วยซ้ำ ดังนั้นโซเพรียจึงเป็นปีศาจหนึ่งเดียวที่มีความสามารถนี้ จึงไม่แปลกที่จะถูกขนานนามว่า ราชาปีศาจ”
“แล้วเท็กเนียวโผล่มาตอนไหน?”
“มีปีศาจตัวหนึ่งที่คล้ายกับเท็กเนียว อยู่ในหมู่ลูกสมุนของโซเพรีย แต่เช่นเดียวกันกับโซเพรีย ในบันทึกของหกบุบผารุ่นต่อมา ก็ไม่มีการพูดถึงปีศาจที่คล้ายกับเท็กเนียวอีก”
“แล้วตามบันทึกของรุ่นแรก เท็กเนียวมีบทบาทอะไรเหรอ?”
“ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ ก็แค่เข้าต่อสู้กับหกบุบผาและก็พ่ายแพ้ แค่นั้นล่ะ”
“ชั้นไม่เคยได้ยืนเรื่องพวกนี้มาก่อนเลย เรื่องราวของสงครามครั้งแรกที่ชั้นได้ยินต่างจากที่นายเล่ามามาก และชั้นก็ไม่เคยได้ยินชื่อของราชาปีศาจโซเพรียด้วยเหมือนกัน”
แปลแฮะ อัลเล็ตคิด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโซเพรียคือปีศาจที่แข่งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ และเมื่อลองเปรียบเทียบกันแล้ว โซเพรียน่าจะแข็งแกร่งกว่าเท็กเนียวด้วยซ้ำ ไม่มีทางที่ปีศาจที่แข็งแกร่งขนาดนั้นจะไม่ถูกกล่าวถึงหรอก
“เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการต่อสู้ครั้งก่อนๆเลยเหรอ?”
“ชั้นก็เคยได้ยินมาบ้างล่ะนะ แต่ต่างจากที่นายเล่าลิบลับเลย เท็กเนียวเล่าว่าไม่มีใครบัญชาการพวกปีศาจในสงครามครั้งแรก พวกปีศาจต่างจู่โจมเหล่าบุบผาอย่างไร้แบบแผนและนั่นเองที่เป็นสาเหตุให้เหล่าปีศาจพ่ายแพ้”
“แปลกมาก” อัลเล็ตพูด เท็กเนียวตั้งใจบิดบังเรื่องของโซเพรียไม่ให้เฟรมี่รู้ เพื่ออะไรนะ?
มีหลายอย่างที่ผิดปรกติเกี่ยวกับเท็กเนียวทั้งเรื่อง การกิน การทักทาย และการปิดบังเรื่องของโซเพรีย เรื่องพวกนี้เกี่ยวข้องกับความลับของเท็กเนียวยังไงนะ?
ปริศนาเหล่านี้ยังคลุมเครืออยู่
“... บางทีเราอาจจะต้องกลับไปยังสถานที่เราเจอเท็กเนียวครั้งแรก” อัลเล็ตกำลังพูดถึงบริเวณเนินเขาที่เท็กเนียวซุ่มโจมตีพวกเค้า ซึ่งห่างไปประมาณ 30 นาทีจากที่นี่
“เรื่องนั้นท่าทางจะยากนะ” เฟรมี่ตอบ “ตอนนี้ที่นี่โดนล้อมไว้หมดแล้ว อีกอย่างถ้ามีเบาะแสอะไรที่นั่นจริง เท็กเนียวต้องไม่ปล่อยเราไปที่นั่นแน่”
พวกเค้าต้องหลีกเลียงการต่อสู้กับเท็กเนียวจนกว่าจะไขปริศนาได้ เพราะถ้าพวกเค้าต้องเผชิญหน้ากับเท็กเนียวอีกครั้งล่ะก็ พวกเค้าอาจจะไม่สามารถหนีได้เหมือนครั้งนี้อีก แต่ถึงกระนั้นที่นั่นก็คือความเป็นไปได้เดียวที่จะมีเบาะแสเกี่ยวกับปริศนาของเท็กเนียวอยู่
“ชั้นจะไปตรวจดูเอง พวกนายอยู่ที่นี่ล่ะ” เฟรมี่พูดพลางยืนขึ้น
“นี่เธอจะไปคนเดียวเหรอ?”
“มันง่ายกว่าถ้าชั้นไปคนเดียว เพราะชั้นจะได้ไม่ต้องคอยระแวงคนอื่นๆ”
“ไม่ได้ ชั้นกับโรโรเนียจะไปกับเธอด้วย”
 “นายยังรักษาบาดแผลไม่หายดีนะ ส่วนโรโรเนียไม่ต้องพูดถึงเลย ชั้นไม่พาคนที่อาจจะเป็นศัตรูไปด้วยแน่”
ตอนนั้นเองที่เสียงของมอร่าดังเข้ามาในถ้ำ “เท็กเนียวโผล่มาแล้ว!”
เมื่อได้ยินดังนั้นทั้ง 3 ก็รีบวิ่งออกไปทันที

<<จบ Chapter 3 – Part 3>>

23 มกราคม 2559

(Light Novel) Rokka no yuusha Vol.2 Chapter 3 - Part 2 (แปลไทย)

Chapter3 – Part 2
ดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ทุกคนที่พึ่งเสร็จจากการอาบน้ำ และซ่อมแซมอาวุธและเสื้อผ้าของตัวเอง ต่างมานั่งล้อมวงกันอยู่ข้างหน้าถ้ำเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับแผนการต่อไป
“อัลเล็ตนาย โอเคมั๊ย?” มอร่าถาม อัลเล็ตที่ตอนนี้นั่งอยู่ตรงกลางพยักหน้า จริงๆแล้วเธอค่อนข้างแปลกใจในพลังการฟื้นตัวของเค้า
“ที่สำคัญ สถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง? เท็กเนียวเข้ามาใกล้แถวนี้มั๊ย?”
มอร่าใช้ second sight ตรวจดู แต่ก็ไม่พบความเปลี่ยนแปลงโดยรอบภูเขา
“เท็กเนียวไม่ได้อยู่ที่นี่” อัลเล็ตหยุดคิดอยู่พักหนึ่งเมื่อได้ยินคำตอบของมอร่า
“มีปีศาจประมาณ 200 ตัวรอบภูเขานี้ใช่มั๊ย? แปลกจังนะ นั่นแค่ครึ่งนึงของกองกำลังของพวกมัน ถ้าจะล้อมเราไว้ที่นี่ก็ดูน้อยเกินไป”
“ชั้นกลัวว่าจะมีพวกปีศาจอยู่บริเวณรอบนอกภูเขาน่ะสิ ถ้าเป็นแบบนั้นคงยากถ้าเราจะฝ่าไปได้”
“ถึงสู้ไม่ได้เราก็ หนีได้ ตราบใดที่เท็กเนียวไม่ได้อยู่ด้วย พวกปีศาจบนภูเขานี่ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาเท่าไร” อัลเล็ตตอบ
“ตราบใดที่เท็กเนียวไม่อยู่สินะ” เฟรมี่เน้น
“ก่อนอื่นชั้นขอถามอะไรหน่อยนะ มีใครได้เบาะแสอะไรของคนที่ 7 มั่งมั๊ย? ชั้นไม่อยากได้ยินว่าพวกนายสงสัยใคร หรือใครทำอะไรแปลกๆ ชั้นต้องการเบาะแสจริงๆ”
ไม่มีใครตอบ
“งั้นต่อมาใครช่วยอธิบายเหตุการณ์ตอนที่เราหนีออกมาตอนชั้นหมดสติอยู่ได้มั๊ย?
มอร่า กับ ฮาน ช่วยกันเล่าถึงเหตุการณ์ทั้งหมดจนกระทั่งถึงที่นี่ เมื่อได้ยินเหตุการณ์ทั้งหมดอัลเล็ตก็เอามือก่ายหน้าผาก
“....ไม่รู้สินะ เท่าที่ฟังทุกคนยกเว้นชั้นมีโอกาสที่จะจัดการคนอื่นๆได้ทั้งนั้น”
มอร่าพยักหน้า ถ้าเฟรมี่เป็นศัตรู เธอคงตายไปแล้ว
“ถ้าโกดอฟ หรือ โรโรเนียทรยศละก็ ต่อให้เป็นชั้นก็คงรับมือลำบากเหมือนกันล่ะ เมี๊ยว และถึงจะรับมือไหวก็ไม่แน่ว่าจะสามารถช่วยอัลเล็ตกับชามอสมาด้วยได้ และถ้าชามอสเป็นศัตรูล่ะก็ชั้คงตายไปแล้ว เมี๊ยว”
“ไม่ คุณแมวเป็นศัตรูล่ะก็ชามอสคงตายไปแล้ว ตะหากล่ะ” ชามอสโต้กลับ
“ทำไมคนที่ 7 ถึงไม่ลงมือนะ หมอนั่นรออะไรอยู่?”
อัลเล็ตก็คิดเช่นเดียวกับเธอ ทำไมหมอนั่นถึงได้ปล่อยโอกาสดีๆแบบนี้ไปนะ
“ชั้นเฝ้าระวังคนที่ 7 อยู่ ตลอดเวลาที่ผ่านมาชั้นคอยจับตาดูทุกคนอยู่ตลอด บางทีคนที่7อาจจะรู้เรื่องนี้เลยยังไม่กล้าลงมือ” เฟรมี่พูดขึ้น
“เมี๊ยว แต่ชั้นก็ว่ามันจะแปลกไปหน่อยนะที่หมอนั่นยอมทิ้งโอกาสแบบนั้น พวกเราอาจจะตายกันหมดแล้ว ถ้าหมอนั่นหาจังหวะดีๆลงมือล่ะก็” ฮานพูด
“มีความเป็นไปได้อีกอย่างนึง” เฟรมี่พูดขึ้น “บางทีเท็กเนียวอาจจะสั่งไว้ว่า ห้ามลงมือตอนนี้”
“ทำไมล่ะ” อัลเล็ตถาม
“เพราะเค้าอยากจะเล่นสนุกกับพวกเรา”
“ห๊ะ?”
“เท็กเนียวก็เป็นแบบนี้ล่ะ ตลอดเวลาที่ชั้นอยู่กับเค้า ชั้นยังไม่ค่อยจะเข้าใจเค้าเลย เค้าชอบทำอะไรตามอำเภอใจโดยไม่สนใจผลที่จะตามมา ชั้นไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าคิดอะไรอยู่ .... อือ..อ บางทีเค้าอาจจะไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้”
น่าจะเป็นแบบนั้นล่ะ มอร่าคิด  ดูจากการกระทำของเท็กเนียวแล้ว มองได้อย่างเดียวว่าเค้ากำลังเล่นสนุกกับพวกเธออยู่
“หรือพูดอีกอย่างคือเท็กเนียวยังไม่ได้คิดจะฆ่าพวกเราจริงๆสินะ”
“ไม่รู้สิ... เค้าอาจจะกำลังวางแผนอะไรบางอย่างอยู่ก็ได้”
หมอนี่มันช่างรับมือยากจริงๆ มอร่าคิด
“จริงสิพวกเราถูกโจมตีที่เนินเขา เป็นไปได้มั๊ยว่าคนที่7 วางแผนพาเราไปที่นั่น” มอร่าพูดขึ้น
 “แต่ว่านะ มอร่า เธอเป็นคนเจอเนินเขานั่นเองนะ” ฮานตอบ
“และชั้นก็เป็นคนบอกให้พวกเราไปที่นั้น” เฟรมี่พูด
จากนั้นโรโรเนียก็ค่อยๆยกมือขึ้นอย่างกล้าๆกลัวๆ “ เออ....อ ขอโทษนะคะ ชั้นพูดอะไรหน่อยได้มั๊ย?” อัลเล็ตพยักหน้า “คือ...อ บางทีคนที่ 7 อาจจะไม่อยากให้ตัวตนของเค้าถูกเปิดเผยก็ได้นะคะ”
“หมายความว่ายังไง?”
“บางที่คนที่ 7 เองอาจจะไม่อยากให้ใครรู้ตัวจริงของเค้า ดังนั้นเค้าก็เลยพยายามไม่ทำอะไรน่าสงสัย ให้ตกเป็นเป้าไงคะ”
“งั้นหมอนั่นแทรกซึมเค้ามาในหมู่พวกเราทำไม? จะมีประโยชน์อะไรถ้าเข้ามาเพื่อจับตาดูเฉยๆโดยไม่ทำอะไรเลยเพราะกลัวตัวตนจะเปิดเผยน่ะ” เฟรมี่ค้านทฤษฏีของโรโรเนีย
“ไม่นะ บางทีชั้นว่าโรโรเนียอาจจะพูดถูกก็ได้” สายตาของทุกคนมองมายังอัลเล็ต “นี่เป็นแค่การคาดเดาของชั้นนะ บางทีคนที่ 7 ยังไม่ได้ทำอะไรเลย เค้าไม่ได้หลอกล่อพวกเราไปที่เนินเขา และไม่ได้ติดต่อกับเท็กเนียวด้วย”
“ทำไมนายคิดแบบนั้น”
“ถ้าคิดตามปรกติแล้วถ้าพวกเราจะหลีกเลี่ยงการถูกซุ่มโจมตี เราก็ต้องไปทางเนินเขานั่นที่เป็นที่โล่ง เท็กเนียวคาดการณ์เรื่องนั้นออกเลยเข้าไปดักรอเราที่บริเวณนั้น ซึ่งมันก็มีโอกาสที่เค้าจะโผล่มาเจอพวกเราตอนเรากำลังพักกันอยู่ หรือต่อให้เราไม่พักก็ไม่เป็นปัญหา เพราะเท็กเนียวก็จะสามารถโผล่มาด้านหลังพวกเราและตามไปโจมตีตลบหลังเราได้”
“แล้วทำไมคนที่ 7 ไม่ทำอะไรเลยล่ะ”
“ชั้นว่าคนที่ 7 ตั้งใจแสร้งเป็นพวกเดียวกับพวกเราไปก่อน”
“ทำไมเค้าต้องทำอย่างนั้นด้วย?”
“คนที่ 7 ต้องการจะหาโอกาสฆ่าเราทุกคนในครั้งเดียว ถึงเค้าจะตัดสินใจลงมือระหว่างที่พวกเรากำลังหนี ก็มีโอกาสที่พวกเราบางคนจะหนีรอดไปได้ ซึ่งนั่นไม่ใช่เป้าหมายของคนที่ 7”
บริเวณถ้ำตกอยู่ในความเงียบ
“ดังนั้นคนที่ 7 จะไม่ลงมือทำอะไรจะกว่าจะถึงโอกาสที่เหมาะสมจริงๆที่จะฆ่าเราทั้งหมดได้ เพื่อไม่ให้ตัวตนของตัวเองถูกเปิดเผย แต่ว่านี่ก็เป็นแค่การคาดเดาของชั้นล่ะนะ”
“....ถ้าเป็นแบบนั้น เราจะหาตัวคนที่ 7 ได้ยังไงล่ะ? มอร่าพูดขึ้น “ตราบใดที่คนที่ 7 ยังไม่ลงมือ เราก็ยังไม่สามารถรู้ได้ว่าเค้าเป็นใคร แต่ถ้าลงมือเมื่อไรก็แสดงว่าตอนนั้นพวกเราอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดๆ แล้วแบบนี้เราจะรับมือยังไงล่ะ?”
ฮานตบมือหัวเราะชอบใจ “ เมี๊ยวว ฟังดูน่าสนุกดีนะ ฮ่าๆ”
“นอกจากเท็กเนียวแล้วก็มีหมอนี่ล่ะ ที่ชอบกวนประสาทไปเรื่อย” มอร่าพูดอย่างไม่พอใจ
ฮานมองมาด้วยสีหน้าที่เหมือนต้องการจะพูดว่า “ เมี๋ยว นี่ชั้นก็ซีเรียสอยู่นะ แต่ว่ามันก็น่าสนุกดีไม่ใช่เหรอ?”
เอาเถอะ มอร่าคิด
“สรุปก็คือในตอนนี้ พวกเราไม่มีทางที่จะสามารถคาดเดาแผนของเท็กเนียวได้ และคนที่7ได้” อัลเล็ตสรุป
“นายจะยอมแพ้ง่ายๆแบบนี้เหรอ? นายเป็นชายที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกไม่ใช่เหรอไง?”
“อีกอย่างตอนนี้พวกเราถูกล้อมอยู่นะ อัลเล็ต เราจะทำยังไงถึงจะฝ่าวงล้อมออกไปได้?” มอร่าถามขึ้น
“ยิ่งเราเอาแต่หนีสถานการณ์จะยิ่งแย่ เราต้องหาทางวางแผนรับมือ” เฟรมี่พูด
ท่ามกลางเสียงโต้เถียงถึงแผนการของทุกคน อัลเล็ตพูดขึ้นเบาๆ  “ในสถานการณ์ตอนนี้ พวกเรามีแค่หนทางเดียวเท่านั้น”
“อะไรล่ะ?”
“พวกเราต้องแก้ปริศนาของเท็กเนียวให้ได้ก่อน” ทุกคนๆตกอยู่ในความเงียบ
ปริศนาของเท็กเนียว? มอร่าไม่รู้ว่าอัลเล็ตหมายถึงอะไร
“ทุกคน ดูนี่” อัลเล็ตพูดพลางหยิบอาวุธเหมือนเล็บยาวประมาณ 22 นิ้ว ออกมาจากกระเป๋า มันเป็นอาวุธแบบเดียวกับที่เค้าใช้แทงเท็กเนียว
“เมี๊ยว แล้วนี่มันอะไรน่ะ?”
อัลเล็ตเริ่มอธิบายถึงอาวุธที่เรียกว่า เล็บแห่งเซ้น ว่าปลายของมันมีผลึกที่ทำจากเลือดของเซ้นอยู่ เมื่อพวกปีศาจโดนแทงด้วยสิ่งนี้เลือดของเซ้นที่เป็นพิษกับพวกปีศาจจะกระจายไปทั่วร่างของมันทันที
เมื่อฟังอัลเล็ตอธิบายมอร่าก็รู้สึกทึ่ง เธอรู้จักอัลโทร สไปเกอร์แค่ว่าเป็นนักรบที่เชี่ยวชาญด้านปีศาจ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเค้าจะมีความสามารถขนาดที่สกัดพิษที่อยู่ในเลือดของเซ้นมาเป็นอาวุธออกมาได้
“นายแทงอาวุธนี้ใส่เท็กเนียวเหรอ? แน่ใจนะ?” มอร่าถาม และอัลเล็ตพยักหน้ารับ
“ชั้นแน่ใจ ชั้นแทงมันที่สีข้าง และชั้นก็ตรวจจนมั่นใจว่าพิษกระจายไปทั่วร่างมันแล้ว แต่ก็อย่างที่เห็นมันยังไม่ตาย”
เป็นไปไม่ได้ มอร่าคิด โรโรเนีย และเฟรมี่ที่ฟังอยู่เริ่มหน้าถอดสี
“ทำไมถึงไม่ได้ผลนะ?” เท็กเนียวน่าจะต้องตายเพราะพิษไปแล้วสิ”
“เมี๊ยว นี่มันปัญหาใหญ่เลยนะ” ฮานพูดขึ้น
ชามอสที่ยังทำหน้าเหมือนไม่ค่อยเข้าใจว่าทุกคนตกใจอะไรกัน เธอเหมือนจะไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่ปีศาจจะต้านทานพิษจากเลือดของเซ้นได้
“ชั้นก็ไม่ค่อยรู้หรอกนะ แต่พวกปีศาจมีหลายประเภทใช่มั๊ยล่ะ บางทีอาจจะมีบางพวกที่ต้านพิษได้ก็ได้นี่?” ฮานถาม
“....เธอยังไม่เข้าใจสินะ ชั้นจะอธิบายให้ฟัง” อัลเล็ตพูดพลางถอนใจยาว
“พวกปีศาจน่ะ มีความสามารถในการวิวัฒนาการตัวเองได้ตามความตั้งใจของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นปีศาจประเภทไหนก็เหมือนกัน”
“เมี๊ยว?”
“ถ้าพวกมันปรารถณาจะมีเขา มันก็จะงอกเขาออกมาได้ ถ้ามันปรารถณาจะตัวโตขึ้นมันก็จะตัวโตขึ้นได้ แต่อาจจะใช้เวลาวิวัฒนาการหลายสิบปีถึงหลายร้อยปี ก็มีบ้างที่มันไม่สามารถวิวัฒนาการไปถึงสิ่งที่มันต้องการได้ แต่ว่าตราบใดที่มันปรารถณาอย่างแรงกล้าพอ มันก็สามารถพัฒนาความสามารถอะไรก็ได้ตามที่มันต้องการ”
“จริงเหรอ เมี๊ยว? ถ้างั้นก็เป็นไปได้สิที่มันจะวิวัฒนาการจนสามารถต้านพิษของเซ้นได้น่ะ?”
เฟรมี่ช่วยอธิบายต่อ ”แต่การวิวัฒนาการก็มีข้อจำกัดข้อนึงอยู่ คือพวกมันไม่สามารถวิวัฒนาการแก่นกลาง(Core) ของตัวเองได้”
“แก่นกลางงั้นเหรอ?”
เฟรมี่อธิบายว่า แก่นกลางเทียบได้กับสมองของมนุษย์ ซึ่งจะอยู่ในร่างของปีศาจและเป็นจุดอ่อนของมัน
“พูดได้ว่าแก่นกลางคือรูปร่างที่แท้จริงของพวกปีศาจ ร่างกายส่วนอื่นๆนั้นเป็นแค่ส่วนต่อเติม ดังนั้นแม้จะพัฒนาร่างกายได้ดั่งใจก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก่นกลางได้ และพิษจากเลือดของเซ้นก็สามารถทำลายแก่นกลางที่ว่าได้”
ฮานกับชามอสทำหน้าเหมือนยังตามที่เฟรมี่อธิบายไม่ค่อยทัน
“พิษที่อยู่ในเลือกของเซ้น คือพลังของเทพ มันไม่เหมือนกับพิษอื่นๆบนโลกที่สกัดขึ้นมาเองได้”
“และเมื่อใดที่พิษของเซ้นเข้าสู่ร่างของปีศาจมันจะแพร่เข้าไปทำลายแก่นกลางทันที ไม่ว่าพวกปีศาจจะวิวัฒนาการตัวเองยังไงก็ไม่สามารถป้องกันได้ และเมื่อแก่นกลางถูกพิษทำลายแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะช่วยได้อีก”
“สรุปคือ...”
“เลือกของเซ้นเป็นพิษที่มีผลกับปีศาจทั้งหมดไม่ข้อยกเว้นและไม่มีทางป้องกันได้”
“เมี๊ยวว นี่มันสุดยอดไปเลยนี่นา” ฮานพูดขึ้น ดูเหมือนในที่สุดเค้าก็รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของพลังนี้
“ชั้นเองก็ใช้เลือด ในการโจมตีพวกปีศาจค่ะ” โรโรเนียพูดขึ้น “เอโทรซังเป็นคนสอชั้นค่ะ และมันก็ได้ผลจริงๆ”
“อัลเล็ต เอโทร สไปเกอร์เป็นใครกันแน่? ทำไมเค้าถึงมีความรู้ความสามารถขนาดนั้น?” มอร่าถาม
อัลเล็ตส่ายหน้า “ขอโทษนะ ชั้นเองก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจารย์เป็นพวกไม่ชอบพูดถึงเรื่องในอดีตน่ะ”
“ชามอสไม่สนอาวุธแปลกๆนี่หรอก และชามอสก็ไม่รู้จักคนชื่อ เอโทรด้วย” ชามอสด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย
“ชามอสไม่รู้หรอกนะว่าพลังนี้มันยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่ว่ามันก็ไม่ได้ผลกับเท็กเนียวไม่ใช่เหรอ?”
“งั้นก็ไม่ต้องใช้มันหรอก ชามอสจะฆ่าเท็กเนียวเอง ชามอสจะหั่นมันเป็นชิ้นๆและกินให้หมด ชามอสจะใช้มันเป็นอาหารให้เด็กๆในท้องชามอส”
“เธอไม่เข้าใจเหรอชามอส การโจมตีที่ได้ผลแน่นอนกลับไม่เป็นผลนะ?” อัลเล็ตพูด
“แล้วไงล่ะ?”
“ถึงจูม่าเธอจะสับมันเป็นชิ้นๆ เท็กเนียวจะตายเหรอ? หรือต่อให้โรโรเนียรีดเลือดมันออกมาจนหมด หรือโกดอฟกับฮานฟันมันเป็นชิ้น หรือมอร่ารัวกำปั้นใส่มัน หรือเฟรมี่ยิงมันจนพรุน มันจะตายเหรอ? เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าการทำแบบนั้นจะฆ่ามันได้”
“ชามอสไม่สนหรอก ชามอสจะจัดการมันเอง”


“เราจะจัดการเท็กเนียวแน่ แต่จะทำแบบนั้นได้เราต้องไขปริศนาร่างกายของเท็กเนียวให้ได้ก่อน”
แย่ล่ะ ชามอสเริ่มอารมณ์ไม่ดีแล้ว เดี๋ยวได้อาละวาดแน่ มอร่าคิด
“.....งั้น ต้องทำยังไงล่ะ?”
แต่ตรงข้ามกับที่มอร่าคาด ชามอสยอมเชื่อฟังแต่โดยดี
“ชั้นจะเป็นคนไขปริศนาของเท็กเนียวเอง ส่วนเธอตอนนี้หาทางรับมือกับผงสีเงินให้ได้ซะก่อน”
“เข้าใจล่ะ ชามอสจะลองหาทางดู”
ปฏิกิริยาของชามอสทำให้มอร่าแปลกใจ  ดูเหมือนว่าเธอจะเริ่มเป็นผู้ใหญ่ขึ้นแล้ว ถึงแม้จะทีละน้อยก็ตาม
“แต่ถึงนายจะไขปริศนาของเท็กเนียวได้ เราก็ยังไม่มีทางรู้ว่าคนที่ 7 เป็นใครอยู่ดี” เฟรมี่พูด
“ชั้นคิดว่าถ้าเราต้อนเท็กเนียวให้จนมุมได้ คนที่7อาจจะต้องลงมืออะไรบางอย่าง”
“นายหมายความว่ายังไง?”
“เท็กเนียวกับคนที่7น่าจะเกี่ยวข้องกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดทั้ง 2 ก็อยู่ฝ่ายจอมมารเหมือนกัน ดังนั้นถ้าเรากำจัดเท็กเนียวได้ต้องไม่เป็นผลดีกับคนที่ 7 แน่ ดังนั้นชั้นคิดว่าถ้าเท็กเนียวกำลังจะแพ้คนที่ 7 จะต้องเผยตัวออกมาแน่นอน”
“เข้าใจล่ะ งั้นแทนที่เราจะรอให้คนที่ 7 ลงมือเราจะสร้างสถานการณ์บังคับให้ เค้าต้องลงมือแทนสินะ” มอร่าพูด
“แล้วถ้าเราต้อนเท็กเนียวจนมุมได้แล้ว แต่คนที่ 7 ก็ยังไม่ลงมือล่ะ?”
“งั้นเราก็ฆ่าเท็กเนียวซะ การกำจัดเท็กเนียวได้เป็นผลดีกับเรายิ่งกว่าการหาตัวคนที่ 7 ตัวอยู่แล้ว”
“แต่จะดีกว่าถ้าเราทำได้ทั้ง 2 อย่างนะเมี๊ยว” ฮานพูดพลางพยักหน้า
“ฟังดูอันตรายนะคะ ชั้นหวังว่าเราจะรู้ก่อนว่าเท็กเนียวหรือคนที่ 7 วางแผนจะทำอะไร” โรโรเนียพูด
“อาจารย์สอนชั้นว่าสิ่งที่แย่ที่สุดก็คือการทำอะไรครึ่งๆกลางๆ ดังนั้นหนทางที่ดีที่สุดของพวกเราตอนนี้ คือจัดการกับเท็กเนียวด้วยทุกอย่างที่เรามี”
โรโรเนียมีสีหน้าไม่ค่อยสบายใจเมื่อได้ยินแบบนั้น
“ไม่ต้องห่วงน่า ชั้นเป็นชายที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกนะ”
“นี่นายจะเอาแต่พูดประโยคนี้นี้เหรอไง เมี๊ยว” ฮานพูด ด้วยน้ำเสียงรำคาญ
“แต่ชั้นเข้าใจที่อัลคุงพูดค่ะ ชั้นเชื่อว่าอัลคุงเป็นชายที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกจริงๆ” โรโรเนียตอบพลางพยักหน้า
ดูเหมือนทุกคนจะเห็นด้วยกับแผนการของอัลเล็ต มอร่าเองก็ดีใจที่อัลเล็ตตัดสินใจจัดการกับเท็กเนียว เพราะการจัดการกับเท็กเนียวเป็นทางเดียวที่จะช่วยลูกสาวเธอได้
เท็กเนียวจะต้องตายเท่านั้น
“ชั้นมีบางอย่างจะเสนอ” มอร่ายกมือขึ้น
“อะไรเหรอ?”
“ชั้นมีแผนการบางอย่าง มันเป็นของที่ชั้นเตรียมมาเพื่อใช้จัดการกับเท็กเนียวโดยเฉพาะ และชั้นว่าตอนนี้น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะแล้ว หรือนายว่าไง?”
“แผนที่ว่าคืออะไรล่ะ”
“ชั้นจะสร้างม่านพลังคลุมภูเขาลูกนี้ไว้ ในตอนที่เท็กเนียวเข้ามาในบริเวณเขาลูกนี้ ม่านพลังนี้จะกันไม่ให้เท็กเนียวหนีออกไปและในขณะเดียวกันก็กันพวกปีศาจไม่ให้เข้ามาช่วยเหลือได้ แต่ว่าชั้นใช้มันได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นนะ”
โรโรเนียเบิกตากว้างเมื่อได้ยินแผนการของมอร่า
“เดี๋ยวก่อนสิคะ มอร่าซัง ม่านพลังนั่นมันอันตรายนะคะ”
“ชั้นยอมรับความเสี่ยงนั้น อัลเล็ตก็คงจะเห็นด้วยกับชั้น”
โรโรเนียเถียงไม่ออกจึงเงียบไป
“ม่านพลังนี่เธอสามารถใช้มันได้นานมั๊ย”
“ไม่นานมาก น่าจะประมาณ 6 ชม. เป็นอย่างมาก แต่ก็น่าจะเพียงพอในการกำจัดเท็กเนียว”
“เข้าใจล่ะ ลงมือตามนั้นเลย” อัลเล็ตพูดโดยไม่ลังเล
“ชั้นสามารถใช้มันได้ทันที ดังนั้นถ้าเท็กเนียวโผล่ออกมาเมื่อไร อัลเล็ตชั้นจะให้นายเป็นคนตัดสินใจว่าใช้มันมั๊ย”
อัลเล็ตพยักหน้ารับ
“เข้าใจล่ะ เราสรุปแผนได้แล้ว ชั้นจะรับหน้าที่ไขปริศนาของเท็กเนียวว่าทำไมเล็บแห่งเซ้นถึงไม่มีผล ถ้าทำได้เราคงจะหาทางจัดการกับมันได้ เฟรมี่มาคอยช่วยชั้น”
“...เข้าใจล่ะ”
“ฮาน โกดอฟ นาย 2 คนไปจัดการกับพวกปีศาจรอบๆภูเขา เราต้องลดจำนวนพวกปีศาจรอบๆภูเขาลง พวกนายคิดว่าไหวมั๊ย?”
“สบายมาก เมี๊ยว จริงๆแค่ชั้นคนเดียวก็พอแล้ว” ฮานหัวเราะชอบใจ แต่โกดอฟไม่ตอบแต่ก็ดูเหมือนเค้าจะตกลงกับหน้าที่นี้
“มอร่า เธอคอยใช้ Second sight ตรวจรอบภูเขาไว้ ถ้ามีอะไรผิดปรกติรีบบอกชั้นทันที และคอยช่วยเหลือโกดอฟกับฮานด้วย”
“เข้าใจล่ะ”
“ชามอสเธอหาทางรับมือกับผงสีเงินให้ได้ ถ้าชั้นไขปริศนาของเท็กเนียวไม่สำเร็จ จูม่าของเธอจะเป็นความหวังเดียวของพวกเราอย่าทำเป็นเล่นล่ะ”
“แน่อยู่แล้ว นายก็เหมือนกันล่ะ”
“เออ......อ แล้วชั้นล่ะคะ?” โรโรเนียยกมือขึ้น แต่อัลเล็ตมีท่าทางลังเล
“โรโรเนียเป็นเซ้นแห่งโลหิต เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเลือด ชั้นว่าเธอน่าจะมีประโยชน์กับนายนะ” มอร่าพูด อัลเล็ตพยักหน้ารับ
ระหว่างที่ทุกคนกำลังจะแยกย้ายออกไป อัลเล็ตก็ตะโกนเรียกทุกคนให้หยุด
“มีเรื่อวสุดท้ายที่ชั้นอยากจะบอกกับคนที่ 7 ที่แฝงตัวอยู่ในหมู่พวกเรา” อัลเล็ตพูดพลางมองไปยังทุกคน “ถ้าอยากกำจัดพวกเราทุกคนล่ะก็ นายต้องข้ามศพฆ่าชั้นไปก่อน ไม่อย่างนั้นชั้นจะจัดการนายแน่”
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง
“ถ้านายจะพูดประโยคประจำตัวนายอีกล่ะก็ ชามอสขอแนะนำว่าอย่าดีกว่า มันไม่ได้ดูเท่หรอกนะ” ชามอสเดาถูกทีเดียว
มอร่าและฮาน หัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว ด้านโรโรเนียก็เอามือปิดปากพยายามกลั้วหัวเราะอยู่ เฟรมีหันหลังให้อย่างไม่สนใจ และแม้แต่โกดอฟก็ดูเหมือนจะยิ้มออกมานิดหน่อย
นี่เป็นครั้งแรกเลยสินะที่ทุกคนหัวเราะด้วยกัน มอร่าคิด เธอรู้สึกว่าทุกคนเริ่มจะเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้นแล้ว
อัลเล็ตคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดสิ่งนี้ เค้ายอมเป็นตัวตลกเพื่อให้ทุกคนได้ผ่อนคลายความเครียดลง
.....................................................................................
หลังจากทุกคนแยกย้ายไปแล้ว อัลเล็ตเดินกลับเข้าไปในถ้ำ เค้าเอาหลังพิงผนังและนั่งลงกับพื้น ชามอสทำให้เค้าขายหน้า หน้าของเค้ายังคงแดงด้วยความอาย
ชิ ชั้นนี่ล่ะชายที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก เค้าพูดกับตัวเอง
เฟรมี่ กับ โรโรเนียตามเข้ามาในถ้ำ ทั้ง 2 นั่งทิ้งระยะห่างจากกัน และไม่ยอมสบตากัน ดูจากสีหน้าแล้ว เฟรมี่นั้นไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ส่วนโรโรเนียทำหน้ากระอั่กกระอ่วม
“ก็ช่วยไม่ได้หรอกนะถ้าเธอสองคนยังระแวงกันอยู่ แต่ว่าตอนนี้เราต้องร่วมมือกันไขปรืศนาของเท็กเนียวนะ ดังนั้นขอร้องล่ะ”
“นั่นสินะคะ เฟรมี่ซัง มาช่วยกันเถอะค่ะ”
“นั่นสินะ ตอนนี้ร่วมมือกันก่อนแล้วกัน” เฟรมี่ตอบ แต่ระยะห่างของทั้งสองคนดูจะไม่ลดลงเลย
“ทำให้ทีนี่สว่างหน่อยแล้วกันนะ” เฟรมี่พูดพลางเดินไปที่กลางถ้ำ เธอวางอัญมณีก้อนหนึ่งบนพื้นเลยร่ายคาถา ทันใดนั้นอัญมณีก็เปล่งแสงออกมา
“อะไรน่ะ? นี่ก็เป็นพลังของเธอเหรอ?”
“เปล่า เป็นของที่มอร่าพกมาน่ะ เธอบอกว่ามันเป็นของที่ทำโดยเซ้นแห่งแสง พิพพี่ ชั้นได้มาเยอะเลย แบ่งไปสิ”
เฟรมี่ส่งอัญมณีให้อัลเล็ตบอกบทคาถาแก่เขา หลังจากนั้นทั้ง 3 ก็นั่งล้อมวงโดยมีอัญมณีส่องแสงอยู่ตรงกลาง
“...อัลเล็ต ชั้นขอโทษนะ แต่ว่า..” เฟรมี่เป็นฝ่ายพูดก่อน “ชั้นคิดว่าเราไม่มีทางไขปริศนาของเท็กเนียวได้หรอก พวกเรารู้เรื่องของเท็กเนียวน้อยมาก เราพึ่งเคยสู้กับเค้าแค่30นาทีเท่านั้นเอง”
“ทำไมเธอพูดแบบนั้นล่ะ เธอน่าจะเป็นคนที่รู้จักเค้าดีกว่าใครนะ”
“ขอโทษนะ แต่อย่าคาดหวังอะไรกับชั้นนักเลย” เฟรมี่พูดพลางส่ายหน้า “ชั้นไม่รู้จุดอ่อนของเท็กเนียวหรอก แล้วชั้นก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไมเล็บแห่งเซ้นถึงใช้ไม่ได้ผลกับเค้า เท็กเนียวน่ะชั้นใจจะฆ่าชั้นตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่เค้าจะบอกเรื่องสำคัญกับชั้นหรอก”
ไม่สิ อัลเล็ตคิด “เธอไม่รู้สึกเลยเหรอว่า เท็กเนียวปิดบังบางอย่าง?”
“....ไม่นะ”
“ชั้นว่า การที่เท็กเนียวไม่คิดจะบอกข้อมูลสำคัญให้เธอรู้นี่ล่ะคือจุดที่เราน่าจะไขความลับนั้นได้”
“นายหมายความว่ายังไง”
“การจะซ่อนบางอย่างจากคนใกล้ตัวน่ะมันยากนะ เพราะจะต้องระวังทั้งการพูด การแสดงออก ท่าทาง สีหน้า ยังไงก็ต้องมีจุดที่ปิดปรกติแสดงออกมาให้เห็นแน่นอน และเราจะใช้จุดนั้นล่ะเป็นจุดเริ่มต้น” อัลเล็ตพูดขณะที่จ้องไปภายในตาของเฟรมี่ “ถ้าเธอนึกออกว่าการกระทำไหนของเค้าที่ผิดปรกติ เราอาจจะใช้จุดนั้นสืบสาวไปหาความจริงได้”
“ถึงอย่างงั้นพวกเราก็ยังมีข้อมูลไม่พออยู่ดี” เฟรมี่เถียงออกไป แต่โรโรเนียก็พูดขัดทั้ง 2 ขึ้นมาอย่างกล้าๆกลัวๆ
“เออ....อ อัลคุง ชั้นขอยืมดาบของเธอได้มั๊ย?”
อัลเล็ตไม่รู้ว่าโรโรเนียต้องการมันไปทำไมแต่เค้าก็ยื่นมันให้เธอ โรโรเนียรับดาบมา เธอดึงดาบออกจากฝักแล้วมองไปที่คมดาบ
“หืม เธอทำความสะอาดมันแล้วเหรอ? งั้นชั้นขอเศษผ้าที่เธอใช้เช็ดมันหน่อยได้มั๊ยคะ”
“อัลเล็ตเดินไปหยิบผ้าขี้ริ้วเก่าๆที่เค้าทิ้งไว้แล้วยื่นให้เธอ โรโรเนียรับมันมาและนำมันใส่ปาก
“เฮ้ย!”
“น่าขยะแขยง....”
เฟรมี่และอัลเล็ตทำสีหน้าขยะแขยงต่อสิ่งที่เห็น โรโรเนียดูอายนิดหน่อยแต่เธอยังคงพยายามชิมเลือดที่ติดอยู่บนผ้านั่น
“ดาบเล่มนี้ฟันพวกปีศาจมาทั้งหมด 6 ตัว” โรโรเนียพูดพลางวางผ้าลง เธอหยิบแส้ของเธอออกมาและเลียมันแทน “ส่วนแส้ของชั้นโจมตีใส่ปีศาจมาทั้งหมด 19 ตัว และมีตัวเดียวที่รสของเลือดเหมือนกับที่อยู่บนดาบของอัลคุง เอาล่ะทีนี้ชั้นระบุได้แล้วว่าเลือดของเท็กเนียวคืออันไหน ขอเวลาชั้นซักครู่นะคะ ชั้นจะวิเคราะข้อมูลจากเลือกนั่น”
โรโรเนียเลียเลือดจากผ้าขี้ริ้วที่เช็ดเลือดที่ติดดาบอัลเล็ตและแส้ของเธอเพื่อระบุเลือดที่อาวุธของทั้ง 2 โจมตีใส่เหมือนกัน นั่นคือเลือดของเท็กเนียว
“แล้ว..ว มันบอกอะไรได้บ้าง” เฟรมี่ถาม
“เลือดบอกได้หลายอย่างค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่กิน ลักษณะของร่างกายทั้งหมดตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ถ้าชั้นได้ชิมเลือด ชั้นสามารถระบุสิ่งเหล่านี้ได้ค่ะ”
โรโรเนียยังคงเลียผ้าชี้ริ้ว และ แส้ของเธออีกซักพักก่อนที่เธอจะหลับตาลง
“รู้แล้วค่ะ”
“เป็นไงมั่ง?”
“อย่างแรกคือเท็กเนียว เป็นปีศาจที่มีร่างกายของปีศาจหลายๆชนิดอยู่ด้วยกัน เค้านำส่วนต่างๆของปีศาจตัวอื่นๆมาเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเอง ร่างพื้นฐานของเค้าคือปีศาจประเภทกิ้งก่า”
“มันเป็นข้อมูลที่สำคัญก็จริงนะแต่ชั้นรู้อยู่แล้วล่ะ” เฟรมี่พูด
“ร่างกายของเค้าประกอบไปด้วยปีศาจ 8 ตน ตัวแรกคือปีศาจลิงยัก ซึ่งทำให้ร่างกายเค้าแข็งแกร่ง ต่อมาคือปีศาจปลาหมึก ทำให้เค้ามีความสามารถในการยืดหดแขนได้อย่างอิสระ ดวงตาเค้าได้มาจากปีศาจอีกา และได้ประสาทสัมผัสการฟังเสียงและดมกลิ่นจากปีศาจสุนัข และได้ความว่องไวมาจากปีศาจหงค่ะ......”
โรโรเนียหลับตาลงอีกครั้งเพื่อวิเคราะเลือดของเท็กเนียวต่อ “ไม่น่าเชื่อ..  เค้ายังรวมกับปีศาจโบราณที่มี 2 เพศ เพื่อให้ได้พลังในการเปลี่ยนรูปร่าง และสุดท้ายคือปีศาจงูซึ่งทำให้เค้าได้พลังในการฟื้นฟูร่างกายค่ะ”
อัลเล็ตกับเฟรมี่ มองตาค้างเมื่อได้ยินข้อมูลทั้งหมดที่โรโรเนียบอกมา
“ชั้นไม่ได้รู้ขนาดนั้นเลยนะ ชั้นรู้แค่ว่าเค้าเป็นปีศาจที่รวมส่วนต่างๆของปีศาจตัวอื่นไว้แค่นั้น”
“ใครเป็นคนสอนความสามารถนี้ให้กับเธอน่ะ?” อัลเล็ตถาม
โรโรเนียตอบอย่างอายๆว่า “มอร่าซังเป็นคนสอนให้ชั้นวิเคราะเลือดค่ะ เธอยังสอนเทคนิคอื่นๆอย่าง การรักษาและแก้พิษด้วย และหลังจากที่ชั้นได้เรียนเรื่องของพวกปีศาจจากเอโทรซัง ชั้นก็เอาทั้งหมดมาประยุกใช้รวมกันค่ะ”
เฟรมี่มองหน้าอัลเล็ต “นายรู้มั๊ยว่าเธอมีความสามารถแบบนี้ด้วย?”
“ไม่เลย นี่เป็นครั้งแรกที่ชั้นได้ยินเรื่องนี้ โรโรเนียเธอนี่มีอะไรให้แปลกใจเสมอเลยนะ” พูดจบเค้าก็หันไปยิ้มให้โรโรเนีย ซึ่งเธอก็ยิ้มตอบอย่างมีความสุข

<<<จบ Chapter 3 – Part 2>>>